ภาพประกอบ

(ภาพ : กำสังสาธิตให้นักศึกษาดูในห้องแลป)


(ภาพ : นั่งประชุมกับอาจารย์ท่านอื่น)


วิดีโอ

(รองศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ มังกรกาญจน์)




 
ชื่อบุคคล : 

 
รองศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ มังกรกาญจน์
ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน : 5 ปี 5 เดือน 
ตำแหน่งที่เคยปฏิบัติ : อดีตอาจารย์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์
 
      ตอนที่ผมไปนั้น มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ยังไม่เปิด แล้วก็มีคนมาทาบทามผมคือ ตอนนั้นไม่ได้ตั้งใจไปมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ แต่ผมไปบรรยายที่จังหวัดพิษณุโลก แล้วมีอาจารย์ ดร.ทรงศักดิ์ ที่เป็นผู้อำนวยการของของศูนย์วิจัยก็ไปฟัง เขาก็ถามว่าพี่จะไปอยู่กับผมไหม ผมก็ไม่ได้คิด แล้ววันหนึ่งผมก็ไปมหาวิทยาลัยมหิดลไปหารุ่นน้อง ก็เลยผ่านอาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ ก็เลยแวะไปเอาใบสมัคร ก็ตอนนั้นก็ไม่มีความรู้เรื่องมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มาก แล้วก็จนกระทั่งได้สัมภาษณ์แล้วมหาวิทยาลัยก็รับ ตอนนั้นก็อายุมากแล้ว มีเกณฑ์อายุ 55 ปี ก็พอดียัง 54 ปีอยู่ ก็ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด ตื่นเต้นพอสมควร เพราะว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบแห่งที่สองของประเทศไทย ก็ยังไม่มีความรู้อะไรมากแต่ว่าเนื่องจากความเป็นครูเป็นอาจารย์มานาน แล้วถ้ามหาวิทยาลัยรับไปก็คือไปอยู่คณะวิทยาศาสตร์ เพราะตอนนั้นยังอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่ เพราะตรงนั้นเนื้อหาวิชาการที่จะรับไปสอนก็คงไม่หนีจากมหาวิทยาลัยของรัฐบาลอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไป เพราะว่าไปตรงนั้นก็ไปสอนพื้นฐาน

       คือในสาขาที่เปิดก็เหมือนซ้ำ ๆ กัน แต่ว่าเนื้อหาจะไม่เปลี่ยนแปลงมาก อาจารย์คิดว่าปริญญาตรีไม่ ต่างกันมาก แต่จะต่างกันตรงที่งานวิจัยของระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ที่ตรงนั้นจะทำงานวิจัยออกมาให้เป็นประโยชน์กับส่วนรวมของสังคมได้มากน้อยู่แค่ไหนจะแข่งขันกันตรงนี้  ในระดับปริญญาตรีเหมือนอย่างที่จะเปิดสำนักวิชาแพทยศาสตร์ และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะเปิดสำนักวิชาแพทยศาสตร์หลักสูตรก็ต้องเรียนไปตามหลักสูตรแพทย์ที่แพทยสภาบังคับเอาไว้แต่ส่วนเรื่องการรักษา หรือการคิดค้นคว้าเป็นเรื่องของ Staff ที่จะมุ่งไปทางไหนแล้วก็เฉพาะโรคที่ปักษ์ใต้กับโรคส่วนกลาง ทางภาคเหนืออาจจะมีความต่างกัน เพราะฉะนั้นตรงปักษ์ใต้เป็นภาคที่สมบูรณ์ที่สุดคิดว่าที่อาจารย์ไปอยู่ มีทุกสิ่งทุกอย่างอุดมสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นเรื่องโรคก็คงมีอย่างเช่น โรคเท้าช้าง เป็นต้น ก็จะต้องไปเน้นไปที่ local ว่ามหาวิทยาลัยจะมีวิธีการอย่างไรซึ่งอาจจะต่างจากภาคกลางซึ่งไม่มี  ตรงนั้นอาจารย์ก็มองดูว่าอยู่ที่ตรงนี้ว่าในการรักษาโรคของคนที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้นคือสำคัญ แต่ละมหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทยศาสตร์ก็มีโรคเฉพาะ ซึ่งก็มองกันคนละมุม แต่ว่าถ้ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พูดง่ายๆ ว่ากับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นมหาวิทยาลัย Excellent เฉพาะพื้นที่คลุมภาคใต้แล้วตรงนั้นเราก็สอนคนไข้ได้ดีที่สุด นั่นถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ทีนี้ขึ้นกับนักศึกษาว่าที่จบไปแล้วจะไปทำงานที่ไหนตรงนั้นเขาก็ต้องไปเรียนรู้โรคเฉพาะทางภาคอื่น ถ้าเขาจะไปอยู่ที่อื่นนี่ก็คือประเด็นนะ หลักสูตรทุกหลักสูตรในระดับปริญญาตรีไม่ต่างกันมาก การเรียนการสอนก็ไม่ต่างกันมากต่างกันตรงที่ทรัพยากร ก็คือนักศึกษาตรงนี้สำคัญมาก อย่างคนเรียนแพทย์ต้องเป็นคนเรียนเก่งโดยหลักการ เพราะเนื้อหามากแล้วต้องจำมากด้วย  เหมือนนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยรังสิตบ่นกันเช้าถึงเย็น ก็ให้กำลังใจว่ากว่าจะไปเป็นหมอได้ต้องอดทน อาจารย์ก็ให้กำลังใจตลอด แล้วมหาวิทยาลัยก็ Support ตรงนั้นด้วย  รัฐบาลก็ Support อยู่ ให้เงินพิเศษให้อะไร ๆ หลายอย่าง อาจารย์ก็ว่าคุ้ม แต่ชีวิตเขาก็ลำบาก อาจารย์ถือว่าก็บอกเขาบอกว่าคุณได้ทำบุญส่วนหนึ่งให้กับสังคม เวลาคนที่ไม่สบายคนที่ยังอายุน้อย ๆ ไม่รู้สึกหรอกเพราะเรายังออกกำลังยังกินข้าวได้ ไปไหนมาไหนได้ พอเมื่อถึงวัยที่ร่างกายเสื่อมโทรม ถึงตอนนั้นถึงรู้ว่าทางการแพทย์นี่สำคัญมากนี่คือประเด็นหลังจากที่อาจารย์ได้เจอกับศาสตราจารย์ ดร.ธีรยุทธ กลิ่นสุคนธ์ ก็ดีใจก็ได้ทำงบประมาณได้ตั้งเป็นพันล้านสร้างเตียงพวกเราก็มีความสุข เพราะฉะนั้นการศึกษาระดับปริญญาตรีหลักสูตรไม่ต่างกันมาก อีกประเด็นหนึ่งคืออาจารย์ ตรงนั้นถ้าอาจารย์ทำวิจัย ค้นคว้าอะไร มีลูกเล่นใหม่ ๆ นำมาถ่ายทอดให้นักศึกษา ตรงนั้นก็จะเป็นประโยชน์กับนักศึกษาเองที่จบออกไป แล้วนักศึกษากลับไปตรงนั้นเราต้องติดต่อกับเค้าตลอดเวลา บางครั้งในงาน คืนสู่เหย้าก็เชิญศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จมา แล้วมาถ่ายทอดความรู้สึกให้นักศึกษาปัจจุบันฟัง อาจารย์ก็จะได้เรียนรู้ จากนักศึกษาว่าเวลานี้บริษัทไปไกลแล้ว บริษัทมีเงินสนับสนุนมาก  ค่าตอบแทนเค้ามากกว่ารัฐบาลแต่ว่าเค้าก็ใช้คุ้ม เพราะฉะนั้นค่าตอบแทนเค้าใช้คุ้ม ตรงนี้อาจารย์ถึงบอกว่าก็ต้องเชิญเค้ามาบรรยายบ้าง พวกศิษย์เก่าแต่ละคณะต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน บางคนอาจจะเป็นเจ้าของบริษัทเป็นผู้จัดการ  เชิญเขามา อาจารย์คิดว่านักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่จะได้ข้อคิดหลายสิ่งหลายอย่างทำให้อยากเรียนขยันเรียนมากขึ้น บางคนขี้เกียจแต่ว่าพอเขาจบไปแล้วความรับผิดชอบมีมาก ความคิดก็เปลี่ยน ซึ่งน่าจะมาพูดให้รุ่นน้องฟังกันบ้าง ตรงนี้ต้องขยันทำงานตามที่บริษัทต้องการโดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์เหมือนอย่างสำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ ก็ได้คุยกับอาจารย์อุดม พงษ์สวัสดิ์ หลักสูตรไม่หนีกันหรอก แต่แตกต่างกันตรงที่ทรัพยากร นักศึกษาที่เราสอนนั้นมีความคิดสร้างสรรค์ ทำสิ่งใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเอามาใช้ตรงนี้ต่างหากที่จะต่างกันตรงนี้ศิษย์เก่าสำคัญมาก

        การสอนอาจารย์ถือว่าเป็นหัวใจของมหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของนักศึกษาภาคใต้ เพื่อให้มีโอกาสเท่าเทียมกับคนที่อยู่กรุงเทพมหานครในส่วนกลาง เพราะว่าทุกคนก็รู้ว่าต่างจังหวัดในด้านวิชาการหรืออะไรก็ตามถ้ามหาวิทยาลัยได้อาจารย์ดีทุกสิ่งทุกอย่าง อาจารย์เชื่อว่าไปได้ดี ส่วนกรุงเทพมหานครนั้นทุกคนก็ยอมรับว่ามีอะไร ๆ ดีกว่าต่างจังหวัด แต่มหาวิทยาลัยจะทำอย่างไรให้นักเรียนที่อยู่ต่างจังหวัดได้มีโอกาสเท่ากับนักเรียนในกรุงเทพมหานคร ก็คือได้เรียนในมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นอาจารย์อยู่ในวงการศึกษามาเป็นสิบ ๆ ปี อาจารย์เข้าใจเพราะอาจารย์มาจากต่างจังหวัด เพราะฉะนั้นโอกาสที่เด็กต่างจังหวัดจะเข้ามาเรียนในกรุงเทพมหานครโอกาสที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอาจจะน้อยกว่าเด็กกรุงเทพมหานคร แต่ว่ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เปิดโอกาสใหกับประชาชนในท้องถิ่นอย่างมาก โดยเฉพาะบริเวณตรงภาคใต้ตอนบนอาจารย์ก็ดีใจ เพราะมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อยู่ส่วนล่าง แล้วก็ผมก็ไดพบศิษย์เก่ารุ่นแรกที่โดยบังเอิญ เขาก็เข้ามาทักและถามว่าจำผมได้ไหม ผมอยู่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สาขาวิชานิเทศศาสตร์ ก็คุยกันเขาก็เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่าที่บริษัทรับไปทำงานเค้าพอใจมาก แล้วก็อยากรับรุ่นน้องเข้าไปด้วย เพราะตอนนั้นรุ่นหนึ่ง ท่านอธิการบดีศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร  ศรีสอ้าน ให้โควตานักเรียนที่ได้ที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม หรืออะไรเข้ามาเรียนได้เลยโดยที่ไม่ต้องสอบแข่งขัน เพราะฉะนั้นนักศึกษารุ่นแรก ๆ มหาวิทยาลัยได้นักศึกษาที่เก่งเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นั่นคือความที่ดีใจ แล้วนักศึกษารุ่นแรก ๆ ก็ทำชื่อเสียงไว้มาก แม้แต่นักศึกษาสาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ อาจารย์บางคนก็บอกให้เขาไปเรียนต่อเรียนดี ๆ เข้าใจว่าตอนหลังเขาไปทำงานอยู่โรงพยาบาล หรือคลินิกปักษ์ใต้ เขาก็ได้งานแล้วก็บอกให้เขากลับมาเรียนต่อมาเรียนที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ก็ได้หรือไปเรียนที่ไหนก็ได้ อาจารย์คิดว่ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์คงพัฒนาไปจนถึงระดับปริญญาโท ปริญญาเอกไปแล้วตอนนี้ แล้วก็ได้อาจารย์ปริญญาเอกที่จบจากต่างประเทศที่ได้ทุนไปหลายคนอาจารย์ก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เจริญก้าวหน้าแล้วก็เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อไม่เป็นรองใครนั่นคือความรู้สึกจากที่อาจารย์อยู่