วิดีโอ

(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โชคชัย วนภู)




 
ชื่อบุคคล : 

 
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โชคชัย วนภู
ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน : 1 ปี 8 เดือน 
ตำแหน่งที่เคยปฏิบัติ : อดีตอาจารย์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์
 
        เดิมช่วงนั้นทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบกับรองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวิทย์ ศิลาวัชนาไนย คุยกันว่าที่มหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์กำลังบุกเบิกแล้วมีสิ่งที่จำเป็นจะต้องทำมาก โดยเฉพาะเรื่องเครื่องมือ ก็เลยชวนให้มาดูที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผมก็ได้ไปดูสถานที่ ดูว่ามีกิจกรรมอะไรบ้าง ณ ที่มหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์ ครั้งแรกไปพบได้เห็นอาคารที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วกำลังต่อเติม บ้างบางส่วน รู้สึก ประทับใจมาก เลยกลับมาก็นั่งวิเคราะห์อีกพักระยะหนึ่งแล้ว เลยตกลงสมัครด้วยความสนใจ งานมันเป็นงาน ที่ท้าทาย

         ที่ไปคือไปช่วยในเรื่องการจัดระบบของศูนย์เครื่องมือและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ซึ่งที่มหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์ใช้การรวมบริการประสานภารกิจ คือเครื่องมือทุกอย่างมาอยู่ในจุดเดียว ซึ่งไม่เหมือนกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่คณะต่าง ๆ ก็มีเครื่องมือของตัวเอง พอมาบริหาร จัดการในลักษณะแบบนี้ ตอนแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องระบบว่ารวมบริการคืออะไร ประสานภารกิจคืออะไร เมื่อได้เข้าไปช่วยช่วงนั้น ก็ยังคงเป็น การเข้าไปเป็นแบบไม่เต็มเวลา คือเข้าไปช่วยช่วงวันศุกร์แล้วก็อาจจะกลับมาวันจันทร์ ขออนุญาต ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ไป แล้วก็เริ่ม ไปซึมซับพอช่วงซึมซับช่วงแรกประมาณสัก ๓ ถึง ๔ เดือนแรก ก็มาเปรียบเทียบระหว่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยดูที่ระบบก่อน ระบบได้ วิเคราะห์และพบว่าที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์วางระบบได้ดี คือเครื่องไม้เครื่องมือลงทุน ลงทุนแล้วลงทุนใหญ่ ก็จริงแต่จำนวนเครื่องมือไม่มาก เอาของชิ้นใหญ่มาแล้วก็ร่วมกับคนหลาย ๆ คนได้ใช้ร่วมกัน จะผิดกับระบบเก่า ระบบเก่า ก็คือภาควิชาใดภาควิชานั้น อาจารย์คนไหนก็ตามถ้าหยิบฉวยได้ก็จะถือว่าของนั้นเป็นของเขา เมื่อ มองดูที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีการจัด ระบบได้ดี พอจัดระบบได้ดี และเห็นด้วยกับการวางระบบอย่างนั้น เสร็จแล้วได้ไปวางระบบกันกับรองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวิทย์ ศิลาวัชนาไนย ก็ช่วยๆ กันรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของ ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย ณ ขณะนั้นด้วย ซึ่งพนักงานเก่งมาก คือเขาทำงานก่อนผม ได้ พูดคุยกันในรายละเอียด แล้วก็บางส่วนก็มาเลียนแบบ มาเรียนรู้จากที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีด้วย เหมือนกัน ที่นี่เองก็เป็น ต้นแบบในการวางระบบสมัยนั้นก็คือศาสตราจารย์ ดร.อาจารย์วิจิตร ศรีสอ้าน ก็เป็น อธิการบดีทั้ง ๒ แห่ง เลยมาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน การดำเนินงานที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ส่วนด้านบุคลากร ของศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีจำนวนมากเมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่น ๆมีวิธีบริหารคือ จำได้ว่า ครั้งแรกเลยที่ไปที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ แล้วรองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวิทย์ ศิลาวัชนาไนย เป็นคนเรียก ประชุมพนักงาน ณ ขณะนั้นเริ่มต้น ก็ยังมีแค่หัวกระทิอยู่ประมาณสัก ๒๐ กว่าคนในแต่ละสาขา แล้วก็ให้ผมเป็น ประธานในเรื่องของการประชุมภายในครั้งแรก เมื่อได้เข้าไป ทำงานจริงได้เรียนรู้ว่าแต่ละคนแม้กระทั่งส่วนใหญ่ จบปริญญาตรีมาก็มีความรู้ความสามารถในเบื้องต้นแน่นพอสมควร อาจจะด้วยจากการถูกฝึกหัดจากรอง ศาสตราจารย์ ดร.ชัยวิทย์ ศิลาวัชนาไนย ด้วยส่วนหนึ่งและได้ความรู้จากพนักงานเยอะมาก เรียนรู้ว่าเขาวาง ระบบอย่างไร แม้กระทั่งการออกแบบโต๊ะทำงานโต๊ะปฏิบัติการ มีความสามารถที่จะ drawing สมัยนั้นยังไม่มี โปรแกรมอะไรก็ใช้ Microsoft Excel มาdrawing ซึ่งน่าทึ่งมากว่า Microsoft excel ทำการวาดรูปได้อย่างไร โดย วาดทีละgrid ซึ่งสมัยนี้ก็จะเป็น AutoCad ซึ่งง่ายและเร็ว และได้เรียนรู้จากคนเก่าที่ทำงานมาก่อนถึงไปถาม ก็ ค่อย ๆ เติม คุยกันแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันมากกว่า พอมาเริ่มก่อตั้งเริ่มเป็นรูป เป็นร่างก็ได้คณาจารย์มาช่วย บางจุดที่ขาดความรู้ความสามารถ ซึ่งไม่รู้เรื่องทุกเรื่องอยู่แล้วได้ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นแล้วก็ได้เรียนรู้ ด้วยกัน และในการจัดระบบห้องปฏิบัติการของศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์แตกต่างออกไปอีกคือพยายามที่จัดระบบว่าช่วงเช้าเป็นบรรยาย และช่วงบ่ายจะเป็นปฏิบัติการและ ต้องมีคู่มือปฏิบัติด้วย ซึ่งในการเริ่มต้นไม่มีคู่มือกันเลย เพราะว่าอาจารย์แต่ละคนก็เพิ่งจะเข้ามาไม่สามารถทำ ได้ทัน อาจารย์ได้ประสานกับหลักสูตรแล้วก็อาจารย์ผู้สอนในเรื่องทั้งเวลาการ บรรยายการจัดระบบคู่มืออย่าง นี้ให้ลงตัวกันอย่างไร ครั้งแรก ๆ ไปขอความอนุเคราะห์จากคณาจารย์ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นหัวหน้าสาขา หัวหน้าโปรแกรมแล้วก็เอาวิชาขั้นต้นก็คือปี ๑ ก่อน ปี ๑ มาวาง โดยเฉพาะเคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ ๓ วิชานี้เป็น วิชาหลัก ซึ่งได้ขอความร่วมมือ ขณะเดียวกันก็ขอคู่มือจากเกือบทุกมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ มหาวิทยามหิดล เป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็ระดมเข้ามาแล้วก็นั่งคุย แลกเปลี่ยนกัน โดยเอานักวิทยาศาสตร์มาเป็นตัวเชื่อม และนักวิทยาศาสตร์ก็ไปคุยกับคณาจารย์แล้วก็ดึงแต่ละบท ๆ มาว่าบท นี้ชอบไหม มีความเป็นไปได้แค่ไหน อย่างเช่น ผ่าหนู ถ้าไม่มีหนู จะผ่ากบได้หมเป็นต้น เป็นการแลกเปลี่ยน เพราะฉะนั้นปรับมาจนกระทั่งสุดท้ายก็เป็นฉบับตั้งต้นของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผมเองผมก็ทำในส่วนของ ชีวเคมี เพราะเดิมผมก็อยู่ชีวเคมี ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผมก็ดึงบางส่วนมาแล้วรวม ๆ แล้วก็ปรับปรุง ตรงนั้นก็เกิดขึ้น ช่วงที่เกิดคู่มือแล้ว ก็มาดูรายละเอียดว่าในแต่ละส่วนแต่ละห้องปฏิบัติการมีความเป็นไปได้ ไหมที่จะทำ เพราะบางครั้งเครื่องมือไม่มี ณ เบื้องต้นบางทีไม่ว่าจะ เครื่องปั่น หรือว่าเครื่อง HPLC ใหญ่ ๆ ยังไม่มี ทำให้ไม่สามารถจัดระบบห้องปฏิบัติการอย่างนั้นได้ ก็ต้องปรับสภาพให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนเรื่อง ของการจัดซื้ออุปกรณ์ เพราะว่าในเรื่องการก่อตั้งห้องปฏิบัติการในช่วงแรก ๆ มหาวิทยาลัยซื้อของมาก แต่ หาคนที่ออกสเปคก็ไม่ได้ กรรมการจัดซื้อจัดจ้างก็ไม่ยอมเป็น แล้วการตรวจรับก็ต้องเอาคนที่มีความรู้จริง ๆ มา ตรวจรับในเรื่องเหล่านี้เริ่มต้นเลยไปขอรายการก่อน เพราะว่าเมื่อมีคู่มือ เมื่อมีเอกสารจะกำกับได้ว่าเครื่องมือนี้ จำเป็นต้องใช้ไหม หลังจากที่ได้รายการเครื่องมือแล้วได้มาดู จำนวนของเครื่องมือที่ต้องการ หลังจากนั้นจะลง รายละเอียด ทางที่จะได้มาที่ง่ายที่สุดก็คือจากบริษัทผู้ขายเครื่องนั้น ๆ จะส่งสเปคมา ส่งสเปคมาครั้งแรกจะกอง เต็มเลย นักวิทยาศาสตร์จะเป็นตัวช่วยจะย่อยข้อมูลทั้งหมดแล้วก็สรุปมาแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ เปรียบเทียบเป็น ตารางแล้วจะคุยกันกับคณาจารย์ผู้ใช้ว่าสเปคสูงไปหรือต่ำไป ปรับได้ไหม ยอมรับกันได้ไหม ถ้าทุกคนยอมรับ จะพยายามตั้งให้มีเครื่องมือประมาณ ๓ บริษัทหรือ ๓ ยี่ห้อเป็นอย่างต่ำ หลังจากนั้นมาถ้าสมมติเครื่องมือนั้น ๆ ซื้อจำนวนมากจะให้บริษัทเข้ามานำเสนอรายละเอียด ให้ฟัง พร้อมกับมาอธิบายคุณสมบัติ บอกราคา แล้วช่วงที่ บริษัทอธิบายจะเชิญอาจารย์ผู้ใช้งานรวมทั้งนักวิทยาศาสตร์เข้ามาด้วย เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันว่าของนี้ได้หรือไม่ เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามนั้น มาถึงการดำเนินการเปิดซองหรือจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบพัสดุ ในช่วงนั้นจะต้องตั้ง คณะกรรมการผู้จัดซื้อก็คือคณาจารณ์ที่มาร่วมมือทั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นจะง่ายในช่วงนั้นที่ไม่ค่อยมีปัญหามาก ปัญหาที่ตามมาก็คือการตรวจรับ พอตรวจรับ ณ ช่วงนั้นอาจารย์ก็ไม่มาก เพราะฉะนั้นบางสาขาวิชา เช่น เครื่องมือชิ้นนี้เป็นของชีววิทยา ก็จำเป็น จะต้องไปเอา เชิญอาจารย์มาจากสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรจาก สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์มาช่วยตรวจรับแล้วก็ตรวจตามสเปคก็เป็นข้อบังคับของทุกคน ถือว่าช่วยกันในช่วงต้น ต้องช่วยกันหมดทุกเรื่อง ทุกคนก็ได้ เรียนรู้กันไปหมดเพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่บุกเบิก รู้สึกสนุกแล้วก็ท้าทาย มาก และยังมีปัญหาค้างคาคือการกำจัดน้ำเสีย ตอนนั้นเวลาใช้ห้องปฏิบัติการก็จะมีสารที่เหลือค้างอีกส่วนหนึ่ง สารที่มีความเป็นพิษอยู่ จะต้องมีระบบกำจัด ทีนี้ระบบกำจัดในแต่ละห้องปฏิบัติการจะมีความแตกต่างกันมาก ตัวอย่างเช่น โลหะหนัก การบำบัดก็จะแตกต่างไปจากกลุ่มอินทรีย์ เป็นต้น ที่ได้จัดระบบเอาไว้เท่าที่จำได้ก็คือ ในแต่ละอาคารจะมีบ่อในการกำจัด แต่ระบบทั้งหมด เองไม่ถูกจัดเป็นส่วนกลางในการบำบัด ซึ่งก็จะเป็นปัญหา หลักในทุกมหาวิทยาลัย ณ ปัจจุบันนี้ก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่เช่นกันกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีก็เป็นปัญหา อยู่เหมือนกัน วิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละห้องคือจะหาภาชนะมาบรรจุ แล้วก็เช่นโลหะ หนักก็จะแยก ใส่คอนเทนเนอร์ใส่ขวดเล็ก ๆ แล้วก็ส่งไปกรุงเทพมหานครมาบำบัดที่กรุงเทพฯ นี่คือเรื่องต้น ๆ ส่วนการวาง ระบบยาก เพราะว่ามหาวิทยาลัยมีความหลากหลายของสารพิษแต่ปริมาณในการทดลองไม่ได้มาก ก็คงยังไม่ สาหัสเท่าไหร

        สิ่งที่อยากจะเห็นที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์คือปล่อยการดำเนินงานเป็นตัวของตัวเอง ใช้ศักยภาพของ ตัวเองขึ้นมาแล้วก็ปูพื้นฐาน ให้กับชุมชน เพราะชุมชนที่ในกลุ่มที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นกลุ่มที่จะเรียกว่า ด้อยโอกาสก็เป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มปากพนังหรืออะไร แล้วแต่ในละแวกที่อดีตเคยเจอปัญหาเรื่องของ มรสุมหรือความเป็นอยู่ ก็อยากจะเห็นการช่วยเหลือในชุมชนมากกว่า และช่วยส่งเสริมการทำ วิจัยเรื่องที่วิ่งไป หาชุมชน ผมว่าเป็นจุดที่ทำให้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์แข็งแรงในเรื่องของฐานของประชาชนที่อยู่ในละแวกนั้น บริบทของ คนอยู่นั้นมีธรรมชาติ ซึ่งน่าเรียนรู้มาก ผมเองในช่วงที่ไปอยู่นั้นสั้น ๆ ๒ ปีผมยังได้เรียนรู้หลาย ๆ อย่าง ซึ่งไม่เคยเรียน ไม่เคยรู้ว่าชีวิตความ เป็นอยู่เป็นอย่างนี้ มหาวิทยาลัยสามารถจะเข้าไปเสริม โดยไม่ได้ไป ทำอะไรให้เสียหาย ไปเรียนรู้กับชุมชน แล้วมาใช้ให้เป็นประโยชน์ อยากจะเห็นพิพิธภันฑ์ชาวบ้านใน มหาวิทยาลัย ผลักประตู คนเดินเข้าไป นี่มหาวิทยาลัยของนครศรีธรรมราชนะ อะไรอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ทำ อย่างไรให้ชุมชนมีความสุข มีบ้านยังมีอยู่ที่กระจัดกระจายอยู่ข้างใน ทำอย่างไรให้ชุมชนอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนที่ ไม่ใช่พื้นที่ในอยู่หน้าตึกอธิการบดี ซึ่งก็ยังไม่ใช่ ทำให้ภาพลักษณ์ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ก็เป็นปัญหาซึ่งทราบอยู่ว่า เป็นปัญหาที่แก้ค่อนข้างยาก