วิดีโอ

(รองศาสตราจารย์ ทรงพร ทาเจริญศักดิ์)




 
ชื่อบุคคล : 

 
รองศาสตราจารย์ทรงพร ทาเจริญศักดิ์
ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน : 1 ปี 6 เดือน 
ตำแหน่งที่เคยปฏิบัติ : อดีตอาจารย์ สำนักวิชาศิลปศาสตร์
 
     เรื่องของการจัดรูปแบบการเรียนการสอนของรายวิชาภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ การที่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้จัดทำการทดสอบกับนักศึกษาที่เข้าเรียน จะมีความแตกต่างเรื่องระดับภาษาอังกฤษ ซึ่งตามนักวิชาการทฤษฎีที่ศึกษากันมาก็คือ หากมหาวิทยาลัยสามารถจัดกลุ่มนักศึกษาที่มีความสามารถใกล้ เคียงกัน แล้วให้มีประสบการณ์ใกล้เคียงกันจะทำให้ชั้นเรียนไปได้ เพราะภาษาอังกฤษจะต้องพูดต้องฝึกมาก แล้วไม่ใช่ว่าฟังบรรยายแล้วก็จบไม่ได้ เพราะฉะนั้นการฝึกปฏิบัติการในห้องสำคัญมาก กลุ่มสำคัญ ก็มีความ พยายามตอนนั้นรู้สึกจะจัดสอบจัดระดับกัน ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้เป็นอุดมคติเลย ความใฝ่ฝันของอาจารย์สอนภาษา อังกฤษ คิดว่าถ้าสามารถจัด Exit Exam ได้จะทำให้นักศึกษาตั้งใจเรียน ไม่ใช่ว่าเรียนผ่าน ๆ ไป ภาษาอังกฤษ ๑ ๒ ๓ ๔ ก็จบแล้ว ไปเรียนวิชาสาขา แล้วพอจะจบก็มาวิ่งกลับมาบอกว่าอาจารย์ช่วยหน่อยจะไปสมัครงานแล้ว ซึ่งถ้ามหาวิทยาลัยมีระบบ Exit Exam จะทำให้นักศึกษากลับมาฟื้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็ จะได้จัดการให้บัณฑิตที่จบไปสามารถหางานได้ และในส่วนของความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เคยสอนมาก่อนนั้น ในครั้งแรกก็คิดว่าเมื่อมาอยู่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็ได้ยิน เรื่องเกี่ยวกับการบริการจัดการสมัยใหม่ ฉับไวสามารถทำงานอะไรได้คล่องตัวขึ้น ก็ไม่ต้องผ่านขั้นตอนมากแล้ว ก็จะมีการประเมิน มีการประเมินซึ่งก็คิดว่าถ้าในแง่ส่วนตัวไม่ต่างมาก เพราะคิดว่าทำงานหนักอย่างไรก็หนัก อย่างนั้นแหละ ก็ทำไปเรื่อย ก็คิดว่าการทำงานไม่ต่างกัน แต่ในแง่ระบบการบริหารจัดการ ก็เห็นด้วยที่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีความรวดเร็ว ฉับไวในการเสนองบประมาณ ในการคิดเรื่องอะไรไม่ต้องผ่านขั้นตอน มากสำหรับในส่วนของการทำงานร่วมกันกับอาจารย์ในสำนักวิชาศิลปศาสตร์นั้นจะมีการพูดคุย ปรึกษาหารือ กันในลักษณะเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพราะมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นมหาวิทยาลัยที่ทุกคนส่วน ใหญ่อยู่ในมหาวิทยาลัยเป็น Residential คิดว่าสิ่งนี้เป็นจุดแข็งที่ทำให้มหาวิทยาลัยมีความใกล้ชิดกัน มี เอกภาพกัน มี Residential กันทั้งอาจารย์ทั้งนักศึกษา ทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยกันนอกการทำงานด้วย แล้วก็มีบรรยากาศสวยงามด้วย เย็น ๆ ก็จะไปทานข้าวกัน แต่แน่นอนในระยะแรก ๆก็จะคุยกันตามที่เห็นด้วย กันก็คิดว่าเป็นบทเรียน เป็นประสบการณ์ของตัวเองที่บางครั้งช่วงที่ทำงานอยู่มหาวิทยาลัยนั้นทุกคนก็มีประสบ การณ์ของตัวเอง ทุกคนก็อยากที่จะทำงาน เพราะฉะนั้นก็จะมีปัญหาในเรื่องการขัดแย้งกัน และจะมีการโต้เถียง กันแต่อาจจะดูดีกว่าที่อื่นสักนิด ก็คิดว่าทุก ๆ คนตั้งใจดีเพียงแต่ว่าช่วงนั้นไม่มีหลัก กรอบไม่ชัดประกอบกับ มหาวิทยาลัยนอกระบบก็เปิดให้ทุกคนเต็มที่ ซึ่งจริง ๆแล้วเป็นจุดดี ซึ่งช่วงหลังก็คลี่คลาย ทุกคนก็มี ประสบการณ์และพยายามปรับตัวเข้าหากัน เพราะทุกคนก็มาจากหลายแห่ง และหลายศาสตร์ เพราะฉะนั้นการ หามติร่วมกันในเรื่องต่าง ๆจะยากมาก ซึ่งดิฉันเองก็คิดว่าทำได้ไม่ดีเท่าไหร่เพราะคิดว่าช่วงนั้นทุกคนแรงและ เครียดมาก แต่จริงๆ การเตรียมการอาจารย์หลายท่านเตรียมไว้แล้ว ก็มาช่วยกันเสริม ก็คิดว่าเรื่องหลักสูตรนั้น ไม่ได้มีส่วนมากต้องยอมรับ ส่วนเรื่องวิธีการเรียนการสอนก็พยายาม เช่น การเรียนการสอนอยากให้มีมาตรฐาน เดียวกันถึงแม้ว่าจะเป็นคนละกลุ่ม สอนวิชาเดียวกันอาจารย์แต่ละท่านสอน น่าจะได้มีการประชุมปรึกษาหารือ กัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นซึ่งคิดว่ามหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษาจำนวนมาก วิชาศึกษาทั่วไปถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่ จะต้องพูดคุยกันประจำ ซึ่งพอดีได้ประสบการณ์จากที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีอาจารย์จำนวนมาก ก็จะมี การประชุมกันประจำ แม้แต่เรื่องการสอนแต่ละบทก็จะมีการประชุมกัน หากใครมีบทเรียนเสริมอะไรก็จะมาเข้า กองกลางแล้วหากอาจารย์ท่านใดมีความคิดใหม่ก็สามารถนำไปใช้ได้ ส่วนเรื่องการออกข้อสอบก็ต้องออกด้วย กัน มีกรรมการตรวจสอบข้อสอบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เข้าใจว่าประสบการณ์อาจจะต่างกันแล้วอาจจะเป็นการเสีย เวลาในการประชุม แต่มองว่าสิ่งเหล่านี้คือการพัฒนาคณาจารย์

       ก็คิดว่ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ขณะนี้เติบโตเป็นที่น่าภูมิใจ ซึ่งเหมือนเป็นผู้ใหญ่ กำลังจะเติบโตเหมือน กับถ้าเป็นนักศึกษาก็กำลัง จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ดิฉันคิดว่าได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ผ่านประสบการณ์ มีบุคลากรผ่านมาตรงนี้มาก คิดว่ามหาวิทยาลัยขณะนี้ ได้เข้าถึงวุฒิภาวะแล้ว มนุษย์เราการกระทำกับมนุษย์เป็น สิ่งที่ยากยิ่งที่สุด ยิ่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีอุดมคติที่สูงส่งจะพัฒนาบุคลากร คนรุ่นใหม่เป็นทรัพยากรให้มีค่า ต่อสังคม ภูมิใจตรงนี้ที่ได้เห็นมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีโครงการใหม่ ๆ มากมาย โดยเฉพาะสำนักวิชา ศิลปศาสตร์ก็มีหลักสูตรปริญญาตรีสาขาวิชาภูมิภาคศึกษา ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษามาเลย์ สิ่งเหล่านี้ดีมาก เป็นภาษาที่ตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น แล้วหลักสูตรระดับปริญญาโท ๓ หลักสูตรนี้ ก็เป็นความเติบโต รู้สึกภาคภูมิใจ แล้วก็เห็นว่าขณะนี้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ก็มีบุคลากรใหม่ที่เป็นเจ้าของตัว จริงที่ได้ส่งไปเรียน นักเรียนทุนกลับมาแล้วก็ดูแลมหาวิทยาลัยก็มีความภูมิใจแล้ว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ก็มี หลักสูตรที่เป็นภาษามาเลยคิดว่าข้อนี้อาจจะทำให้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ประสบความสำเร็จที่ได้ทำหลักสูตร ซึ่งตอบสนองแล้วเป็นที่ยอมรับได้ของทางชุมชนท้องถิ่น ก็มั่นใจว่าจะต้องไปได้ด้วยดี