ภาพประกอบ

(ภาพ : ตรวจรับการก่อสร้างอาคาร)


วิดีโอ

(อาจารย์ ดร.สุภาพ พัสอ๋อง)




 
ชื่อบุคคล : 

 
อาจารย์ ดร. สุภาพ พัสอ๋อง
ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน : 8 ปี 3 เดือน 
ตำแหน่งที่เคยปฏิบัติ : อดีตอาจารย์ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ ,อดีตรักษาราชการแทนผู้อำนวยการศูนย์บริการ
 
         มีหลายเรื่อง แต่ว่ามากที่สุดกับการได้ริเริ่มสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ นั้นประทับใจผม มหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์ก็เป็นการริเริ่ม อะไรใหม่ ๆ แล้วก็ได้ให้อะไรกับสังคมตามพันธกิจบุคลากรที่ไปทำงานในรุ่นแรก ๆ ก็ธรรมดา การไปบุกเบิกสิ่งใหม่นั้นก็ต้องมีความประทับใจ มีความผูกพันกันสมควร ก็สิ่งเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง นักศึกษาก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยได้ ไม่มีนักศึกษา ก็ไม่เป็นมหาวิทยาลัย ประชาชนที่เขาให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัย ชาวนครศรีธรรมราชเขาก็ให้การสนับสนุนที่แข็งขันแล้วก็จริงใจ แล้วก็ต่อเนื่องซึ่งผมก็คิดว่านี่เป็นความประทับใจ ถ้าไม่ได้แรงสนับสนุนจากประชาชนชาวนครศรีธรรมราช มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็อาจจะไม่ได้ดี ถึงขนาดนี้ ผมไม่รู้ดีขนาดไหนแล้วนะ ณ ปัจจุบัน แต่ในสมัยที่ผมยัง อยู่ผมถือว่าดีทีเดียว

        มาที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เดือนเมษายน วันที่ ๓ ซึ่งแต่เดิมผมทำงานที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ แล้วก็ทำที่คณะแพทยศาสตร์ ก่อนหน้านั้นทำงานที่ สถาบัน Institute of Southeast Asian Studies ที่สิงคโปร์และทำงานอยู่ในประเทศเยอรมันนีเป็นหลัก ทำไมถึงมามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็จัดตั้งขึ้นใหม่ เริ่มต้นตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ก็ออกพลังอยากจัดตั้งปีนั้น แล้วก็คนไปชวนจริง ๆ คืออาจารย์นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช แต่อยากทำอะไร ที่เป็นสิ่งที่ท้าทาย การจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐเริ่มต้นจากศูนย์ก็เป็นเรื่องที่ท้าทาย ถ้าอาจารย์นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิชไม่ไปชวน ก็อาจจะไปหาอยู่แล้ว แต่ว่าก็ไม่ได้คิดจะไปตอนนั้นทันที อาจารย์นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ไปทาบทามก็ไปตั้งแต่ตอนนั้น พอไปถึงก็ อยู่ที่ไซต์งานในพื้นที่อำเภอ ท่าศาลา ๒ ถึง ๓ คน ที่อยู่ในไซต์งานเวลานั้น คือนายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ผม แล้วอาจารย์อุดม พงษ์สวัสดิ์

     ผมคิดว่าเป็นจุดแข็งของมหาวิทยาลัย เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของมหาวิทยาลัยด้วย คิดว่าปัจจุบัน ตั้งแต่ผมออกมาแล้วผมยัง ชื่นชมมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และยังยกตัวอย่างว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นดีนะ ยังอยู่ในชนบท แล้วก็อยากเห็นมหาวิทยาลัยชั้นดีแบบนี้อยู่ ทั่วประเทศ ก็คิดว่าการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ของรัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ประสบความสำเร็จได้มากพอสมควร ผมไม่ได้มาจากระบบ ราชการผมทำงานที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ก็เป็นลูกจ้าง เป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยเวลานั้นก็เป็น ระบบราชการ แล้วทำอยู่สัก ๓ ปีเศษๆ ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ เป็นโมเดลที่ดีที่เราสามารถนำมา ใช้ในการพัฒนาอุดมศึกษาในประเทศไทย ซึ่งหลายมหาวิทยาลัยก็ประสบความสำเร็จได้โดยใช้วิธีการบริหาร แบบนี้ ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยใกล้ ๆ บ้านผม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เขาประสบความ สำเร็จสูงมากเลยทางด้านการวิจัย การเรียนการสอนซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ออกจากราชการทีหลัง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ด้วย แต่เปิดสอนมานานกว่า           ส่วนในด้านการบริการวิชาการเป็นความประสงค์ เป็นแนวคิดของอาจารย์นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช อยากให้มหาวิทยาลัยให้บริการชุมชนทันทีที่ประกาศตั้งมหาวิทยาลัยที่นั่นเพราะชุมชนเขามีความคาดหวัง จากมหาวิทยาลัย เราไปทำให้โดยบริการวิชาการในตอนแรกยังไม่มีศูนย์บริการ วิชาการ มีแต่ชื่อในโครงสร้าง ในกฎหมาย และเริ่มต้นก็ไม่มีอะไรทั้งนั้น เราก็ค่อย ๆ รับคนเข้ามาทีละคนสองคน เราก็ออกไปให้บริการตั้งแต่ การจัดฝึกอบรมเรื่องที่เขาสนใจ ไปทำกลุ่มกิจกรรมกับกลุ่มพลเมืองในจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็มีกิจกรรมมาก ก็มากพอสมควร ก็เป็น ส่วนหนึ่งซึ่งทำให้ชุมชนนครศรีธรรมราชให้ความไว้วางใจกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ความจริงก็ออกแบบแนวคิดว่าจะไปตั้งศูนย์บริการวิชาการไว้ในนครศรีธรรมราชด้วยซ้ำไป นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช และคุณแม่ท่านได้บริจาคที่ดินแล้วก็ออกแบบอาคาร แต่ว่าเราก็เจอปัญหาภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ส่วนในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ อาคารแผนงานที่เราตั้งไว้ก็โดนพับไป ความจริงผมไม่มีประสบการณ์ ทางการบริหารมาก่อนที่จะไปทำงานมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เทคนิคก็ไม่ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ ผมพยายาม เรียนรู้ ทำความเข้าใจ โดยเฉพาะเรียนรู้จากศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ท่านก็ให้คำแนะนำมาก ก็คิดว่า เรื่องหลัก ๆ ก็คือให้ความไว้วางใจ เขาและให้เขามีส่วนร่วม สำหรับผม ผมเป็นคนเปิดรับแนวคิดในการรับฟัง ความคิดเห็นของคนอื่น ๆ แล้วก็ต้องการประชาธิปไตยในองค์กร ประเด็นนี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผม รู้สึกว่าได้มีบทบาทกันทุกฝ่าย ทุกคน แต่ก็ไม่ราบรื่นไปเสียทั้งหมดเพราะว่าองค์กรใหม่ ๆ องค์กรเล็ก ๆ ที่เริ่ม ต้นก็กว่าจะก่อร่างสร้างตัวได้ กว่าจะสร้างระบบ กฎเกณฑ์ กติกา สร้างวัฒนธรรมองค์กรเดียวกันได้ ต้องใช้ เวลามากพอสมควรทีเดียว แล้วผมก็อยู่ไม่นานพอที่จะสร้างได้ลงหลักปักฐานแน่นหนา

        ภารกิจผมเมื่อเริ่มเข้าไปในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ จัดตั้งระบบงานบริการวิชาการเวลา นั้นเรียกว่าศูนย์บริการวิชาการแต่ต้องเป็นผู้จัดตั้งร่วมกับคณะผู้บริหารยุคนั้น จัดระบบ วางรากฐาน วางกลไก ต่าง ๆ นั่นเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ ๒ ก็คือ จัดทำหลักสูตรศึกษาทั่วไป คือสำนักวิชาศิลปศาสตร์ ศึกษาทั่วไปก็เป็น หลักสูตรเพื่อSupport ให้กับการศึกษาขั้นพื้นฐานกับทุกสำนักวิชา ซึ่งผมเป็นกรรมการหลักสูตร จำไม่ได้ว่า ใครเป็นประธานหลักสูตร ซึ่งสมัยนั้นก็มีหลายคนที่ช่วยกันมีศาสตราจารย์ดร.กฤษณา ชุติมา ท่านช่วยด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์ เพรสคอทท์ก็มาช่วยหลัง ๆ

       ฝากให้กำลังใจครับ ผมก็ไม่ต้องการจะสอนใครอีกแล้ว แต่ว่าก็คิดว่าคนที่เขาอยู่ เขาก็มีความมุ่งมั่นที่จะ สร้างสรรค์ ก็ขอให้ประสบความสำเร็จตามความมุ่งมั่นเหล่านั้นตามอุดมคติเหล่านั้น ผมไม่มีอะไรที่จะให้เป็น คำสอนหรือคำฝากหรอกครับ แต่ขอให้กำลังใจ