ภาพประกอบ

(ภาพ : )


วิดีโอ

(รองศาสตราจารย์ นภาภรณ์ อัจฉริยกุล)




 
ชื่อบุคคล : 

 
รองศาสตราจารย์ นภาภรณ์ อัจฉริยกุล
ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน : 5 ปี 8 เดือน 
ตำแหน่งที่เคยปฏิบัติ : อดีตอาจารย์ สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์
 

     ตั้งแต่จบมาอยู่ในระบบราชการมาตลอดเมื่อรับราชการมา ก็มีความรู้สึกว่าอะไรบางอย่างที่ อยากจะก้าวไปข้างหน้าไม่ทันใจ ไม่คล่องตัว เนื่องจากระบบราชการมีกฎระเบียบมากมาย สวนทางกับงานทางวิชาการที่ควรจะต้องก้าวไปได้ทันโลก เร็วมากขึ้น ก็เลยมีความรู้สึกว่าถ้าออกจากระบบราชการ เรียกว่านอกระบบก็น่าจะทำให้ได้ใช้ความรู้ความสามารถได้เต็มที่เพราะเปลี่ยนแปลงตามที่อยากจะเห็นได้เร็ว ก็เลยได้รับการ ชักชวนมาว่าให้มาสมัครที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็มาใหม่ๆ ก็มีความรู้สึกว่าน่าจะไปได้ดี ก็คือมีความรู้สึกว่าสนุก แต่ว่าความตั้งใจที่ออกมาในมหาวิทยาลัยที่เป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบคือว่าอยากจะพัฒนา อยากจะมีลูกศิษย์ในต่างจังหวัดที่สามารถที่จะก้าวทันกับโลก ก็คิดฝันเอง อย่างนั้นแล้วก็ใหม่ ๆ ก็ตั้งใจจริงที่จะทำงานในเรื่องวิชาการที่รุ่นแรก ๆ ทุ่มเทเต็มที่เลย ก็ไม่ทราบว่าปัจจุบันนี้ทางมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร แล้วเพราะต้องออกมาก่อนความฝันจะไปสู่ความสำเร็จ

      ในโลกของทางการสื่อสาร การใช้สื่อต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากด้วย เพราะฉะนั้นหลักสูตรที่ทำเอาไว้เดิมก็ดีสำหรับเฉพาะในช่วงเวลานั้น พอมีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรก็ต้องเปลี่ยนให้ทัน เพราะฉะนั้นเดิมทีแต่ก่อนตอนที่เข้าไปใหม่ ๆ จะเรียนรวม ๆ กันนักศึกษาก็ไม่สามารถจะจับอะไรไม่ได้ดีสักอย่าง ซึ่งขัดกับทางวิชาชีพเพราะนี่คือสายวิชาชีพ เมื่อจะไปประกอบอาชีพก็ต้องรู้จริง จะไปประกอบอาชีพด้านไหนก็ต้องเลือกได้ แล้วก็เดินไปตามเส้นทางนั้นอย่างที่เชื่อมั่นว่ามีพื้นฐานความรู้ออกมาจากมหาวิทยาลัย รู้จริงถึงจะไปสู้กับบัณฑิตที่จบมาจากสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ได้ และข้อดีอีกข้อของหลักสูตรของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็คือทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่นำหน้ามหาวิทยาลัยอื่นจะสังเกตได้ว่านักศึกษารุ่นแรก ๆ ที่จบ เข้าไปทำงานแข่งขันกับนักศึกษาที่จบในกรุงเทพมหานคร นักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้งานดี ๆ ทั้งนั้นเรื่องก็เป็นความภูมิใจเหมือนกัน แต่เมื่อสอนไป ๆ จากประสบการณ์นี้ก็พบว่าหลักสูตรนี้ต้องเปลี่ยนแปลง ก็อยู่มาหลายปีเหมือนกันกว่าที่หลักสูตรจะเปลี่ยนไปได้ แต่ก็โชคดีตรงที่      ศาสตราจารย์ ดร.นักสิทธ์ คูวัฒนาชัย   รับฟัง ทั้งที่ ศาสตราจารย์ ดร.นักสิทธ์ คูวัฒนาชัย เองไม่ได้มีพื้นฐานอะไรทางด้านนิเทศศาสตร์เลย แต่อาจารย์มาเป็นอธิการบดี แล้วอาจารย์เป็นคนที่น่ารักมาก รับฟังแล้วให้เกียรติอาจารย์ที่อยู่สาขาวิชาชีพนั้นช่วงที่ศาสตราจารย์ ดร.นักสิทธ์ คูวัฒนาชัยอยู่ อาจารย์ก็ให้ทำหลักสูตร ก็ได้ไปขอความร่วมมือจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยอื่น เพราะก่อนที่จะไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็มีประสบการณ์ ได้ไปสอนในมหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้านนิเทศศาสตร์ก็ให้ความร่วมมือกันอย่างดีและเต็มที่มีอาจารย์ในสายนิเทศศาสตร์ก็มาระดมสมอง แล้วก็ช่วยกันคิดว่าหลักสูตรควรจะไปในแนวทางไหน และปรับเปลี่ยนหลักสูตรใหม่งานทางด้านนิเทศศาสตร์หรืองานวิชาชีพ เมื่อเรียนภาคทฤษฎีแล้วจะต้องเรียนภาคปฏิบัติ เพราะในโลกของความเป็นจริง เวลาที่ไปแข่งขันกันในทางวิชาชีพ ก็จะต้องทำเป็น ทำให้ได้ดี ทำแบบรู้จริง ก็เริ่มที่จะต้องตั้งห้องปฏิบัติการนิเทศศาสตร์ซึ่งเมื่อได้ห้องปฏิบัติการแล้วก็สามารถที่จะฝึกนักศึกษาแล้วก็สามารถที่จะให้นักศึกษาไปสู้กับมหาวิทยาลัยอื่นได้ในทางวิชาชีพในเรื่องของการตั้งสถานีวิทยุของมหาวิทยาลัยนั้น เมื่อมหาวิทยาลัยอยู่ในต่างจังหวัดก็มีความจำเป็นจะต้องติดต่อกับชุมชนซึ่งก็เป็นปรัชญาของมหาวิทยาลัยข้อหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็ควรจะมีสื่ออะไรบางอย่างที่สามารถจะสื่อสารกับชุมชนได้แล้วก็ให้ความรู้กับชุมชน แล้วก็ถ้าสามารถจะปลูกฝังอะไรในแนวอาชีพที่เกี่ยวข้องกับชุมชนได้ ซึ่งเป็นภารกิจอย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัยเหมือนกัน ในทางสายนิเทศศาสตร์ก็มองเห็นว่าวิทยุกระจายเสียงเป็นสื่อที่ง่าย แล้วก็ประชาชนก็รับรู้ได้ง่ายแล้วก็เป็นสื่อที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ตอนนั้นก็เริ่มจะให้มีวิทยุชุมชน หลักของวิทยุชุมชนก็คือเพื่อประชาชนก็เหมือนกับหลักของประชาธิปไตยทั่ว ๆ ไป ใครมีความคิดเห็นอย่างไรก็มีสื่อที่จะสามารถที่จะสื่อสารกันได้ ก็บอกว่าควรจะขอจัดตั้งสถานีก็ขอความร่วมมือจากหลายแห่งด้วยกัน แล้วก็บอกว่าให้ขอทำเรื่องจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนขึ้น ด้วยหลักการตามที่เคยบอกไว้แล้ว ตอนนั้นเริ่มแรกก็พอจะเป็นไปได้เหมือนกัน ก็พยายามไปติดต่อกับกรมประชาสัมพันธ์แล้วก็พยายามติดต่อเรื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะมาจัดทำเป็นสถานีวิทยุ ส่วนอาจารย์ก็พยายามฝึกนักศึกษาในเรื่องของเนื้อหาที่จะสามารถสื่อสารอะไรที่จะไปถึงชุมชนได้ จริง ๆ แล้วก็มีการทำวิจัยเหมือนกัน วิจัยความต้องการของชุมชนว่าชุมชนอยากได้อะไรที่มหาวิทยาลัยจะสามารถให้ได้

        อยากจะฝากไว้ ๒ ส่วนใหญ่ ๆ เรื่องแรกก็คือเรื่องของทางวิชาการก่อน ในทางวิชาการมีความสำคัญมาก  ผู้บริหารจะต้องมีความรู้ ด้านวิชาการและในเรื่องของวิชาการด้านอื่น ๆ จะต้องรอบรู้ กว้างขวางให้ความตระหนักในเรื่องของการศึกษาของประเทศชาติ ในภาพรวม ของการศึกษาของประเทศ มีความรู้สึกผิดหวังหากระบบการศึกษาของประเทศไทยยังเป็นอยู่อย่างนี้อีกหน่อยจะเป็นยังไง คือตอนที่สอนตอนแรกๆ เข้ามาก็ทุ่มเทมากเลย แล้วนักศึกษาที่อยู่ต่างจังหวัดที่มาอยู่ในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นนักศึกษาที่มีความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสที่จะปลุกปั้นขึ้นมา ถ้ามีความตั้งใจจริง เพราะฉะนั้นในเรื่องของทางวิชาการควรจะต้องรอบคอบให้การส่งเสริมในเรื่องของวิชาการอย่างใจจริงอย่างแท้จริงด้วย แล้วผู้บริหารจะต้องมีความรู้จริงที่จะไปบริหารวิชาการนั้นไม่ใช่เอาผู้ใดก็ได้มาบริหาร นี่คือผลเสียของมหาวิทยาลัยที่เอาใครก็ได้แล้วมาบริหารทางวิชาการ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องเสียหายมากถ้าผู้บริหารไม่รู้และไม่เข้าใจวิชาการเพราะว่า นักศึกษาเป็นคนที่จะรับทุกสิ่งทุกอย่างที่มหาวิทยาลัยจะป้อนให้ แล้วก็อีกส่วนหนึ่งนักศึกษาต้องไปค้นคว้าความรู้ของเขาเองที่เขาจะออกมาต่อสู้ในทางวิชาชีพได้หรือมีชีวิตเติบโตในภายภาคหน้าได้ มหาวิทยาลัยต้องปลูกฝังเขาถึงเรียนมหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยชีวิต เพราะฉะนั้นในทางวิชาการ หลักสูตรเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดูแลปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยอยู่เสมอแล้วก็จะต้องไปพัฒนาอาจารย์ ที่จะให้สามารถถ่ายทอดวิชาการและถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ในทางทฤษฎี ในทางปฏิบัติอะไรก็แล้วแต่อย่างจริงจังเพราะนักศึกษาของ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นคนเก่ง มีความรู้สึกว่าถ้าสอนไปแล้วได้ดีจริง ๆ จะไปได้ดีเลย ส่วนนี้ส่วนหนึ่งที่ฝากในเรื่องวิชาการในเรื่องของการบริหารสำคัญเหมือนอย่างที่พูดตั้งแต่แรกแล้วว่ามหาวิทยาลัยจะไปรอดหรือไม่รอดอยู่ที่ผู้บริหาร เพราะฉะนั้นในทางบริหารมหาวิทยาลัยก็มี ประสบการณ์ในเรื่องของการบริหารมามากแล้ว แล้วก็ผู้บริหารก็ต้องใจกว้าง