ภาพประกอบ

(ภาพ : เป็นวิทยากรในงานสัมมนา)


วิดีโอ

(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พรรณงาม เง่าธรรมสาร)




 
ชื่อบุคคล : 

 
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พรรณงาม เง่าธรรมสาร
ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน : 5 ปี 8 เดือน 
ตำแหน่งที่เคยปฏิบัติ : อดีตอาจารย์ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ ,รักษาการแทนคณบดีสำนักวิชาศิลปศาสตร์
 
       การตัดสินใจมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ คืออึดอัดกับระบบเดิมในแบบของราชการ ในแง่ที่ว่าระบบค่อนข้างแข็งตัว ยึดติดกับกรอบบางอย่าง และรวมถึงในแง่ของวิชาการรู้สึกว่าเวลาจะปรับอะไรหน่อยก็ติดกับกรอบ ฝ่ายผู้บริหารก็จะบอกว่าอย่างนั้นไม่ได้ เรื่องเงินเป็นอุปสรรคจะจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความรู้ให้กับนักศึกษาก็ไม่ได้ เป็นเรื่องปลีกย่อยแต่ว่ามีความเกี่ยวข้อง การปรับหลักสูตรก็ เป็นเรื่องใหญ่มาก 5 ปีนี่ก็ไม่รู้วจะได้หลุดนำออกมาใช้ เพราะฉะนั้นก็เลยรู้สึกว่าไม่มี Incentive ให้กับคนทำงานเพื่อนที่ทำงานก็จะมีความคิดเหมือนกันที่เคย ๆ พูดกันมาสุดท้ายก็คล้าย ๆ ว่าเช้าชามเย็นชาม แล้วรู้สึกไฟก็จะหมด อุตส่าห์มาทำงานราชการ เงินเดือนก็ไม่มากอย่างที่ รับรู้กันอยู่แล้ว แล้วก็ฝันว่าชีวิตทำงานให้เกิดความมีชีวิตชีวาสมกับที่มีความตั้งใจ พอได้ยินเรื่องระบบใหม่ ก็ติดอยู่กับ 2 ขั้ว คือเงินเดือนสูงแล้วก็คิดตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าหลายคนก็เป็นที่ลือกันอยู่ในทางที่เป็นภาพไม่ดีว่าใครมางานที่มหาวิทยาลัยในกำกับก็จะเหมาว่าเป็นพวกที ต้องการเงินเดือนสูงๆ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีการพูดกันอยู่มาก ตอนมาสมัครศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ยังบอกว่าอาจารย์ ยังไม่เกษียณเลยนะยังไม่ครบที่จะได้บำนาญเลย ใจก็อยากทำงานเลยไม่ได้คิดเรื่องนี้สักเท่าไหร่ แล้วก็เกิดความรู้สึกว่าขอให้งานเดินอย่างที่ คนทำงานได้มีส่วนร่วมด้วย คิดว่างานจะเดินโดยคนที่ทำงานด้วย ความรู้สึกนี้รู้สึกว่าได้เรียนรู้ระบบใหม่ ก็เอื้อบางอย่างแต่ก็ไม่เอื้ออีกหลายอย่าง ก็เวลาออกมาก็ยังรู้สึกว่ายังผิดหวังกันอยู่ในบางเรื่อง ถ้าจะคิดจัดมหาวิทยาลัยนอกระบบนี้ยังต้องทบทวนเรื่องทิศทางในเรื่องต่างๆ เช่น 1 ในเรื่องการบริหาร 2 ในเรื่องค่าการตอบแทนเพราะว่ายังไม่อยากให้กลายเป็นแรงดูดเรื่องผลตอบแทนมากกว่าพลังที่คนจะอุทิศให้กับการงาน

         เมื่อพูดเรื่องผลงานนั้น ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยว่าบางช่วงตอนที่อยู่ที่อาคารเอส เอ็มทาวเวอร์ มีการ เตรียมการสอนล่วงหน้าเพราะว่ามหาวิทยาลัยเลื่อนเปิดไปหนึ่งปีก็เลยมีเวลาก็ได้แปลงานแล้วบังเอิญงานชิ้นนั้น ได้ทำอยู่นาน ก็เลยมีเวลาขัดเกลาเป็นงานที่ได้รับการตีพิมพ์แล้วก็เผยแพร่เรื่องกัมพูชา แล้วได้รับรางวัลดีเด่น ด้านสารคดี แต่ว่าจริง ๆ อยากจะฝากเรื่องของการจัดการเรียนการสอนในสายมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ซึ่งใน แง่ของหลักสูตรตอนนั้นก็รู้สึกว่าของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รายชื่อวิชาก็มีการกำหนดกรอบวิชาทาง มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานที่ทันสมัย มองย้อนกลับจนทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกทันสมัย เช่น วิชาเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อม วิชาเกี่ยวกับสันติศึกษาขอพูดเรื่องวิชาสิ่งแวดล้อมเป็นวิชาที่ทุกคนต้องเรียน แล้วก็เป็นวิชาใหม่ ได้ มีโอกาสร่วมในการสร้างหลักสูตรแล้วก็โอกาสสอนวิชานี้ ปัจจุบันเวลาดูโทรทัศน์ยังรู้สึกโชคดีที่ได้แลกเปลี่ยน กับนักศึกษาในเรื่องสิ่งแวดล้อม แล้วให้นักศึกษาจัดกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับ โลกโลกาภิวัตน์ ซึ่งผลของน้ำมือมนุษย์จะส่งผลกระทบแล้วจะกลับมาสู่เรา ประเด็นนี้มองว่าหลักสูตรโดยเนื้อหา ตอนนั้นได้วางไว้คิดว่าทันต่อเหตุการณ์ แล้วอีกวิชาก็คือวิชาเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ประหลาดอยู่ อาจจะ เป็นเพราะว่าผู้บริหารตอนนั้นมีส่วนร่วมโดยเฉพาะศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้านมีส่วนร่วมอย่างมากในเรื่อง ของรัฐธรรมนูญ แต่ว่าบังเอิญหัวข้อนี้ก็จะกลายเป็นของที่อยู่ในสมัยปัจจุบันด้วย เพราะฉะนั้นนักศึกษาของ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่ได้เรียนรุ่นนั้นก็จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมีความแตกต่างกันอย่างไรก็มี ประโยชน์อยู่ แต่ว่าจริง ๆสำหรับอาจารย์นอกห้องเรียนแล้ว รู้สึกว่าสายสังคมศาสตร์ไม่ทราบปัจจุบันเป็นอย่างไร มีการเปิดโอกาสให้อาจารย์และนักศึกษาจัดกิจกรรมนอกหลักสูตรร่วมกับพนักงานของมหาวิทยาลัยหรือคนของ ชุมชนเกี่ยวกับการพัฒนาสังคมภายนอกคือตอนนั้นอยู่ในการเปลี่ยนแปลง คือ นักศึกษาได้ออกไปเห็นในสังคม จริง แล้วมหาวิทยาลัยถือว่าเป็นพันธกิจ ก็รู้สึกประทับใจ ซึ่งอยากให้รักษาเรื่องเหล่านี้เอาไว้ ก็คือชุมชน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่อยู่ตรงนั้นคือมหาวิทยาลัยท้องถิ่นต้องรู้สึกว่าเอกลักษณ์ที่มหาวิทยาลัยอยู่ในเมืองมี วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวรับวัฒนธรรมเหล่านั้นด้วย ก็คืออยู่ในท่ามกลางของความ เป็นจริงในสังคมไทย เพราะมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็คือชุมชนไทยในชนบทที่อยู่ตรงนั้น แล้วก็มีส่วนในการ เบียดเบียนชุมชนชาวบ้าน เรื่องนี้ศาสตราจารย์ ดร. นักสิทธ์ คูวัฒนาชัยอาจารย์นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ก็ รู้สึกเป็นห่วงกับชุมชนชาวบ้านที่อยู่ติดกับมหาวิทยาลัยว่ามหาวิทยาลัยถ้าไม่เป็นหอคอยงาช้าง สิ่งที่องค์ความรู้ มหาวิทยาลัยสอนต้องตอบสนองกับสังคมได้ถูกหรือเปล่า แล้วชุมชนตรงนั้นถ้ามีช่องว่างกับมหาวิทยาลัยมาก ๆ แล้วจะตอบคำถามได้อย่างไรว่ามหาวิทยาลัยเป็นของสังคม เพราะฉะนั้นขณะนั้นจะมีการวางกิจกรรม และได้มี โอกาสไปรู้เห็นว่ามหาวิทยาลัยจะจัดส่วนที่จะเป็นบริการความรู้โยงจากมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ทาง ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการพัฒนา ด้านการเกษตร ด้านต่าง ๆ ไปสู่ชุมชน แต่ว่าความเป็นจริงไม่ทราบว่าสุดท้าย เดินไปถึงไหน แต่อย่างน้อยปรัชญาและการริเริ่มทำในช่วงนั้นที่มีส่วนร่วมอยู่รู้สึกว่าให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนจัด กิจกรรมที่เสริมความรู้ มหาวิทยาลัยก็เรียนรู้ที่เสริมกับชาวบ้านเหล่านั้น ชาวบ้านก็เรียนรู้จากมหาวิทยาลัย นำ ความรู้ที่นักวิชาการมีลงไปประยุกต์ใช้จำได้ว่ามีการไปดูเรื่องดิน ถือว่าเรื่องนี้เป็นบริการและมหาวิทยาลัยต้อง ดำเนินการต่อในเรื่องนี้ เพราะว่าไม่อย่างนั้นมหาวิทยาลัยจะตอบคำถามไม่ได้เลยว่ามหาวิทยาลัยอยู่ได้ยังไง โดยละทิ้งชุมชนข้าง ๆ และอีกส่วนหนึ่งก็คือว่าถ้าไม่ใช่ชุมชนข้าง ๆ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะเป็น มหาวิทยาลัยในภูมิภาค ต้องตอบคำถามให้กับโจทย์ของภาคใต้ด้วย เพราะฉะนั้น ก็ร่วมคิดกับผู้บริหารว่าจะจับ สาขาหรือหลักสูตรอะไรที่ตอบคำถามโจทย์ของปัญหาภาคใต้ ก็มีเรื่องภูมิภาคศึกษาที่พยายามจะเจาะว่าจะช่วย ในสังคมผสมผสาน เช่น ชาวมุสลิมหรือปัญหาภาคใต้อย่างไรบ้าง ตอนนั้นเริ่มวางว่ามีการไปหาผู้เชี่ยวชาญ เช่น เริ่มด้วยเรื่องภาษาก่อน เพราะมหาวิทยาลัยมีสำนักวิชาศิลปศาสตร์ และใช้จุดแข็งตรงนั้นเชื่อมโยงแลกเปลี่ยน กับมหาวิทยาลัยในมาเลเซีย และจะมีอาจารย์จากประเทศมาเลเซียมาสอนภาษามลายูที่มหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์ และมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ไปสอนภาษาไทยที่มาเลเซีย ก็เป็นความคิดริเริ่มที่ดี มาก ตอนนี้จะมีลักษณะที่คล้ายกับประสานกันในลักษณะอาเซียนด้วยซ้ำไป ขอฝากไว้ว่าเรื่องนี้เป็นจุดแข็งที่ ไม่มีมหาวิทยาลัยในประเทศไทยจะมาแข่งกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์แล้วเราก็ควรจะตอบแล้วก็นอกเหนือ จากระดับประเทศระดับอาเซียนแบบนี้ในระดับองค์ความรู้การพัฒนาท้องถิ่นทั่วไป เราควรจะเอาความรู้จาก ชุมชน ก็คือสังคมภาคใต้เป็นตัวตั้งแล้วก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับองค์กรชุมชนในภาคใต้ วัฒนธรรมท้องถิ่น การ พัฒนาท้องถิ่นแลกเปลี่ยนผ่านองค์กรประสานต่าง ๆซึ่งในสมัยนั้นมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็มีแล้ว เช่น โครง การของอาจารย์นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ตอนนั้นก็ร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน แล้วจัดแลกเปลี่ยนให้ กับชาวบ้านต่าง ๆ คือมหาวิทยาลัยนี้มีหลายพันธกิจ นอกจากการเรียนการสอนแล้วต้องบริการสังคม แล้วบริการ สังคมก็ต้องมองเรื่องชุมชน แต่ว่าอย่ามองว่ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ลงไปทำทั้งตัว ต้องทำโดยการที่เป็นคนที่ กระตุ้นและให้ความรู้ทางด้านวิชาการแต่จะให้ความรู้ทางวิชาการไม่ได้เลย ถ้ามหาวิทยาลัยไม่รู้ว่าปัญหาคือ อะไรเพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ต้องเรียนรู้ด้วยเพื่อจะได้ตอบสนองได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปนำความรู้ มาจากตะวันตกมาใช้เพื่อจะมาตอบคำถาม อยากจะฝากเรื่องนี้ไว้ว่าจะต้องทำต่อ            

         มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ถือเป็นมหาวิทยาลัยต้น ๆ ที่ออกนอกระบบ แล้วประสบการณ์การเรียนรู้ไม่ว่าจะ เป็นความสำเร็จหรือ ความล้มเหลว ควรจะได้รับการไตร่ตรองเพื่อที่จะได้ไม่บอกกับสังคมว่าตามมานะแล้วเดี๋ยว เธอจะล้มแบบนั้นเรียนรู้นี่หมายความว่าต้องสรุปบทเรียน อันไหนที่เป็นของที่ไม่ดีแก้ไขได้ก็ต้องแก้ไข เพราะ ว่ารัฐลงทุนให้กับมหาวิทยาลัยมามากแล้ว และอีกส่วนหนึ่งคือทุกวันนี้นักศึกษาก็มีส่วนรับเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ซึ่งเข้าใจว่าจะสูง เพราะฉะนั้นคิดว่าถึงระยะเวลาหนึ่งมหาวิทยาลัยควรจะมีการประเมินระบบ ออกนอกระบบ ของมหาวิทยาลัยในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านฝ่ายบริหาร ด้านการเรียนการสอน ด้านวิชาการต่าง ๆ การพัฒนา องค์ความรู้ต่าง ๆ ด้านบริการนักศึกษา ด้านบริการชุมชนสังคมข้างนอก แล้วก็สิ่งไหนที่มหาวิทยาลัยถือว่าเป็น จุดแข็ง ก็ให้ดำเนินต่อไป เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เป็น ฃรุ่นบุกเบิก บางอย่างฟังแล้วก็สะท้อนความรู้สึกส่วนลึกๆ คิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นราก รากที่แข็งแรงและได้ฟังว่ายังมีท่านอาจารย์ที่ทำงานในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มายาว นาน บางคนที่ยังอยู่ มีความคิดเห็นว่ามีการฟูมฟัก ความรักที่ไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในระยะเบื้องต้น อยู่ ประเด็นนี้น่าจะเป็น สปิริตที่ให้หล่อเลี้ยงให้มหาวิทยาลัยไปข้างหน้า ส่วนอะไรที่รู้สึกว่าไม่ค่อยจะน่าชื่นชม เป็นความผิดหวังเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ได้ตามความมุ่งหวัง อาจจะมาจากกลุ่มหรือบุคลากร บางทีก็คือเป็นเรื่อง ความไม่เอาไหนส่วนตัวของเราก็เป็นไปได้ ก็ตัดออกไปเสีย แต่เชื่อว่าด้วยความตั้งใจ ที่พูดมาและสิ่งที่ประสบ ตอนนั้นด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ คิดว่ายอมทิ้งทุกอย่างเพื่ออะไร จริง ๆ ไม่ใช่คนไม่มีทางไป คืออยู่ที่มหาวิทยาลัยก็ มีความพร้อม บางท่านก็มีรายได้มากพอแล้ว มีตำแหน่งบริหารด้วย เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากมหาวิทยาลัยว่า ในระดับหนึ่งถึงเวลาหนึ่งน่าจะทบทวนเรื่องนี้ แล้วก็สรุปบทเรียนเพื่อจะได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แล้วก็เป็น คำตอบในส่วนหนึ่งใช้หนี้ให้กับสังคมที่เลี้ยงดูมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มา