ภาพประกอบ

(ภาพ : กำลังประชุม)


(ภาพ : เยี่ยมเยียนสวนของชาวบ้าน)


(ภาพ : ต้อนรับคณะของ University og Caberra)


วิดีโอ

(รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวิทย์ ศิลาวัชนาไนย)




 
ชื่อบุคคล : 

 
รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวิทย์ ศิลาวัชนาไนย
ตำแหน่งที่เคยปฏิบัติ : อดีตอาจารย์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ ,รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ
 
         ประทับใจคือช่วงปีแรก ๆ ก็ทำงานแบบบุกเบิกจริง ๆ และชื่นชมนายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช มากนะ  ช่วงแรกลำบากด้วยกัน ชื่นชมฝ่ายอาคารสถานที่เพราะจำได้ว่ากินข้าวหม้อเดียวกันจริง ๆ แต่ตักกับข้าวคนละถุง เป็นต้น เจอน้ำท่วมนี่คือสปิริตของ Pioneer ซึ่งมักจะเจอเวลาไปที่ไหนอย่างนี้ แล้วก็ทุกคนก็จะมี Common เองอะไรต่ออะไร เพียงแต่ว่าพอคนมากขึ้น สาขามากขึ้น คนที่ไม่เข้าใจ Concept เดิมว่ามี ความเป็นมาอย่างไร บางคนยังถามว่าสหกิจศึกษาคืออะไร ทำไมต้อง ๓ เทอม ตอนหลังจะไม่ตรงกับหลักการของมหาวิทยาลัยไปเป็นความ รู้สึกที่มีความสุขและเพราะว่าได้ไปตอกเสาเข็มตั้งแต่ต้น เพราะว่าหาโอกาสมานาน ตอนอยู่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก็ตึกเสร็จแล้วที่นี่ ก็ได้เข้าตึกใหม่ ตอนอยู่ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติก็เข้าออฟฟิศใหม่ ตอนอยู่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีก็ตึกเสร็จแล้ว แต่เพิ่งจะเปิดรับนักศึกษา  แต่ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้ช่วยตอกเสาเข็มจึงมีความสุขมากที่วัน ๆ นี่ฝันเห็น Master Plan ได้ตลอดเวลาว่าอยู่ตรงไหน แล้วก็เวลาไปรำลึกว่าได้ทิ้งอะไรไว้บ้างก็จะแอบดีใจ หรือบางเรื่องที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นตามที่คิดไว้ก็ดีใจ แต่บางเรื่องก็พลาดเหมือนกันนะว่าไม่ได้เกิดขึ้นแล้ว ก็โดยมากเวลาทำอะไรไม่คิดอะไรมากแต่เวลาย้อนกลับไปจะดีใจ ยกตัวอย่างช่วงหลังกลับไปหลายคนก็จะชี ้ให้เห็นว่าเสาสูง ๆ นั่นเดี๋ยวนี้เป็นช่องทางของการสื่อสารอย่างดีตอนนั้น ๕ ล้านบาท และเป็นคนฟันธงให้เกิด อย่างนี้เป็นต้น ไฟฟ้าฉุกเฉินอะไรเหล่านี้ ซึ่งไม่มีโอกาสทำอีกแล้วแล้วก็พูดง่าย ๆ ว่าสถานการณ์บางเรื่องมันเอื้อให้ได้มีโอกาสทำงาน น้อยคนที่จะได้ทำ แล้วพวกนี้จะเป็น Record ที่อยู่กับตัวเราไปนาน พูดง่าย ๆ ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์

        ความจริงไม่ได้ชญเรื่องหลักสูตรเลย แล้วก็ไม่ได้ชอบงานบริหารด้วยแต่เนื่อง จากว่าในช่วงนั้นเป็น Senior ท่านหนึ่ง ซึ่งหลายท่านที่ไปเริ่มงานใหม่ ๆ ก็ได้ช่วยกันท่านอธิการบดีก็คือศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ได้มอบให้ดูหลักสูตร เนื่องจากว่ามหาวิทยาลัยยังไม่มีการเรียนการสอนก็เลยว่าให้ทำไปพลาง ๆ วิจัยก็ได้ สอนก็ได้แต่หลักสูตรระยะแรก วิธีการก็คือพูดง่าย ๆ ว่าถ่ายโอนมาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สุรนารีหลายหลักสูตร และนำมาปรับชื่อเรียงลำดับความสำคัญใหม่ แล้วก็ได้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งบางหลักสูตรก็ ชุดเดียวกัน แล้วก็ที่ดีใจมากคือว่าผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านมาช่วยด้วยความเลื่อมใสในท่านอธิการบดี ตัวอย่าง ชัด ๆ เลยหลักสูตรทางบริหารธุรกิจ ท่านศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ที่เป็นอดีตประธานตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย ท่านบอกว่าถ้าไม่ใช่ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ก็อาจจะไม่มาช่วย แล้วก็ในการทำหลัก สูตรนั้นท่านก็ได้วางระบบเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งทำให้งานเร็วนะคือเริ่มต้นด้วยงานศึกษาทั่วไปก่อน แล้วก็วิพากษ์ วิจารณ์กันจนกระทั่งยุติ จากนั้นก็ลงเนื้อในของใครแต่ละกลุ่ม จบท้ายด้วยสหกิจศึกษา ซึ่งจำได้มี ๓ ท่อน อย่างนั้นแล้วเนื่องจากว่ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ไม่เหมือนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีบางเรื่องที่ว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นหลักสูตรบางหลักสูตรกลายเป็นผู้นำ และ เดี๋ยวนี้รู้สึกมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารียังต้องนำไปเป็นแนวทางคือหลักสูตรทางการแพทย์ เท่าที่จำได้ว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เริ่มก่อน หรือหลักสูตรทางศิลปศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีก็ได้นำไป ประยุกต์ใช้เช่นเดียวกัน แต่ว่าถ้าเป็นหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็ใช้ของมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารีเป็นแนวทาง บางเรื่องก็มีการปรับแม้กระทั่งชื่อหลักสูตรไปฝืนวิชาชีพไม่ค่อยได้ นี่เป็น บทเรียนเหมือนกันว่าแม้ว่าในอุดมคติจะเรียกว่าเป็นเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีด้านการตลาดซึ่งสภา วิชาชีพไม่รับ ในที่สุดต้องปรับเป็นวิศวกรรมศาสตร์ หลักสูตรทางพยาบาลศาสตร์ บัญชีก็มีวิชาชีพกำกับอยู่ เพราะฉะนั้นบางส่วนก็ต้องปรับตามในช่วงปีแรกรู้สึกใช้เวลากับเรื่องนี้ก็สนุกดีเพราะว่าทุกคนก็มือใหม่หัดขับ บางเรื่องก็แย้งท่านอธิการบดีบ้างโดยใช้เหตุผลมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างนี้เป็นต้น

          บอกได้เลยว่าขอยึดมั่นในปณิธานที่อุตส่าห์คิดคำกันตั้งแต่แรก แล้วตีความเป็นบรรทัดให้ดี จำได้ว่า เถียงกันโดยใช้เวลานานมาก คำว่าศึกษิต คำว่าสู่สากล คำอะไร ลืมไปแล้วว่าท่องว่าอะไร เพราะว่าถ้ายึดที่เหลือก็จะง่าย ทุกขั้นตอนปฏิบัติอะไรต่ออะไร ซึ่งตอนหลังอาจจะเปลี่ยนเป็นอะไร แต่คิดว่าปณิธานของมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องใหญ่ ได้ใช้เวลามากนะตอนนั้น แล้วทุกคนก็เข้าถึงกับคำเหล่านี้มากแล้วก็ผู้ใหญ่ ก็ให้การขัดเกลามี ไฟสละสลวยมากกว่านี้ตอนนั้นบอกเป็นคนดีคนเก่ง เป็นศึกษิต เป็นอะไรจำไม่ได้แล้ว ก็เป็นพลเมืองของโลกเห็นไหม ถ้าไม่ train นักศึกษาให้เป็นสากลคงไปไม่รอดใช่ ไหมเพราะว่าปัจจุบันโลกได้เปิดไปมาก กระทบไปหมด ต้องรู้เรื่องหมดเห็นไหม ว่าความ เป็นสากลแล้วมีประโยชน์มากเพราะฉะนั้นการเรียนก็ต้องเปลี่ยน งานที่จะมองไปข้างหน้าไม่ใช่งานราชการอย่างเดียวแล้ว งานของ.เอกชน ก็มีรูปแบบแปลก ๆ มากเลยบัณฑิตต้องไปพบ เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยต้องทันสมัยให้บัณฑิตก้าวเข้าสู่ความเป็นเลิศทางสากลให้ได้