วิดีโอ

(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมพุทธ ธุระเจน)




 
ชื่อบุคคล : 

 
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมพุทธ ธุระเจน
ตำแหน่งที่เคยปฏิบัติ : ประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย ,อดีตเลขานุการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อให้มีมหาวิทยาลัยที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
 
       เรื่องของการให้มีมหาวิทยาลัย เมื่อก่อนที่นครศรีธรรมราชไม่มีมหาวิทยาลัย ชาวนครศรีธรรมราช ยุคแรกไม่มีทางเลือก คือต้องไป กรุงเทพมหานคร ตอนหลัง ๆ ก็มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นที่สงขลาเป็นแห่งแรก ของภาคใต้ คือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คนนครศรีธรรมราช ก็ต้องสอบที่นี่แล้วก็ไปเรียนที่จังหวัดสงขลา หรือไม่ก็ที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น และในช่วงที่รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ตอนนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วยซึ่งมีบทบาท สำคัญ เรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ปรากฏว่า ในช่วงดังกล่าวเมื่อหนังสือพิมพ์ประกาศว่ารัฐบาลกำลังเตรียมการจัดตั้ง มหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค ๕ แห่ง แต่ปรากฏว่า ไม่มีชื่อของนครศรีธรรมราชอยู่ด้วย และมีการประชุมวันนั้น ทันทีก็มีคำถามอย่างนี้ หลังจากการประชุมก็เพียงเกริ่น ๆ ว่าจังหวัดนครศรีธรรมราช น่าจะมีมหาวิทยาลัยของ จังหวัดเสียที ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ก็เป็นเรื่องราวมา หลังจากการประชุมผ่านไปคืนนั้น มีคุณเชาว์ เลาหอารีดิลก บอกว่ามีทางเดียวคือต้องให้ประชาชนร่วมกันรณรงค์ พวกเราชาว จังหวัดนครศรีธรรมราชก็ต้องร่วมกันรณรงค์ จึงได้ปรึกษาหารือกันหลายฝ่าย ก็จำเป็นจะต้องมีการประชุมเพื่อร่วมกันรณรงค์ ขั้นต้นจะต้อง มีการประชุมกัน ในที่สุดก็บอกว่าต้องตั้งกรรมการรณรงค์ให้มีมหาวิทยาลัย คุณวัชรา หงส์ประภัศร ก็เลยได้เป็นประธาน กรรมการรณรงค์ให้ มีมหาวิทยาลัย แล้วผมก็เป็นเลขาของคณะกรรมการฯ แล้วก็มีอาจารย์วิมล ดำศรี คุณเชาว์ เลาหดิลก ก็มีหน้าที่ดูแลเรื่องการเงิน เป็นเหรัญญิกของกรรมการ การรณรงค์นี่จะต้องให้มีทุนอยู่ ๒ อย่างก็คือ รณรงค์ให้มีกองทุนในการจัดตั้ง และเป็นกองทุนในการ ใช้จ่ายในการรณรงค์ ก็มีบริจาคกันมาก ในช่วงดังกล่าว นั้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒ พรรคคือพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคกิจสังคม แต่ส่วนใหญ่นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับบทบาทของประชาชนในการรณรงค์ให้มีมหาวิทยาลัย ก็ปรากฏว่าใน ที่สุดตามร้านค้าต่าง ๆ ก็ปิดป้ายต้องการมหาวิทยาลัยและร่วมกันรณรงค์ให้มีมหาวิทยาลัยอย่าง กว้างขวาง แต่ดูจะยังไม่มีความเคลื่อนไหว ในภาครัฐว่าจะจัดการยังไง จึงต้องประกาศระดมพลังมาร่วมประชุมกัน ที่สนามหน้าเมืองให้รู้ว่าพวกเราทั้งหลายชาวนครศรีธรรมราชเตรียมการจะรณรงค์ การชุมนุมตอนนั้นท่านผู้ว่า ราชการจังหวัด คุณเอนก สิทธิประศาสน์ ก็แจ้งว่าอย่าถึงกับชุมนุมเลยจะมีปัญหาตามมาหลายเรื่อง แต่พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ก็เข้ามามีบทบาท ก็บอกว่าถ้าชาวนครศรีธรรมราชต้องการมหาวิทยาลัยจริง ๆ ก็ไปพบท่าน ที่กรุงเทพมหานคร ก็แล้วกัน ก็เช่ารถกันไป และเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ว่าชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชต้องการ มหาวิทยาลัยเพราะว่าจังหวัดนครศรีธรรมราชมีความ พร้อมหลายประการ คือ มีประชากรมากแต่ไม่ค่อยมีเงิน ปรากฏว่าพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ก็สัญญาว่าจะสนับสนุนพร้อมกับมอบเงินให้เพื่อ ร่วมรณรงค์ให้มีมหาวิทยาลัย แนวทางในการรณรงค์ได้ทำทุกวิถีทาง เช่น ทำเอกสารเกี่ยวกับสภาพของบ้านเมืองนครศรีธรรมราชที่จำเป็นต้อง มีมหาวิทยาลัยไปลงในหนังสือพิมพ์หน้ากลางของหนังสือพิมพ์รายวันที่ทำกันเต็มที่ ก็ใช้เงินไปเยอะ แล้วก็ที่ สำคัญก็คือว่าไม่หมดกำลังใจ ทำกันอย่างนั้น จนกระทั่งรัฐบาลได้ประกาศที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่จังหวัดนครศรี ธรรมราช ครั้งแรกสุดเลยได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์มาดำเนินการ มหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์บอกว่าถ้าต้องการเร็วต้องเป็นวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ ได้เตรียมการว่าควรจะ ตั้งอยู่ตรงใกล้ ๆเชิงเขามหาชัยอีกด้านหนึ่งไกลไปจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชนิดหนึ่ง เป็นที่กว้าง ขวาง แต่นายแพทย์ทองจันทร์ หงส์ลดารมย์ อธิการบดีบอกว่าถ้าต้องการเร็วขอให้เป็นวิทยาเขตของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์แล้วเมื่อไหร่มีความพร้อมก็ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัย ปรากฎว่าตอนนั้นไม่ติดใจ เรื่องชื่อก็ให้ชื่อกลาง ๆ บอกว่าถ้าจะมีก็ให้ชื่อมหาวิทยาลัยนครศรีธรรมราชก็แล้วกัน แต่เมื่อมีการประชุมกัน ปรากฏว่าประชุมคณะกรรมการแล้วไม่เอาเพราะว่ากลัวว่าจะเป็นเรื่องที่ค้างอยู่แค่วิทยาเขตแล้วก็ไม่เติบโตเป็น มหาวิทยาลัยสักที ต้องการมหาวิทยาลัยเป็นเอกเทศ ในที่สุดก็ทางรัฐบาลก็มอบให้ทางทบวงมหาวิทยาลัยเป็นผู้ ดำเนินการ ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ก็เข้ามามีบทบาทตั้งแต่นั้น แล้วก็คิดว่าถ้าจะตั้งมหาวิทยาลัยที่ จังหวัดนครศรีธรรมราชต้องมีพื้นที่กว้าง ท่านก็ประสานงาน หลังจากที่ได้ระดมเงิน ได้สร้างพระพอรู้ว่าจะมี มหาวิทยาลัยแน่แล้ว คณะกรรมการรณรงค์ฯ ก็ถือว่าภารกิจในการรณรงค์จบสิ้นก็เพราะว่า เป็นเรื่องที่จะทำอะไร ต่อไปไม่ได้ ก็เลยเอาบรรดาทรัพย์สินเงินทองที่มีมามอบให้แก่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์            

        คิดว่าความประทับใจเกิดขึ้นครั้งแรกว่าชาวนครศรีธรรมราชเราน่าจะมาถูกทางก็คือ การที่เหมารถกันไป หาพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก เพื่อที่จะขอให้มีมหาวิทยาลัยแล้วท่านตอบรับ และเรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อเลยคือ ไม่เคยคิดว่า ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด (คุณอเนก สิทธิประศาสน์) จะไปด้วยเพราะว่าการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ อยู่กระทรวงมหาดไทยไปพบทหารเป็นความเสี่ยงมากนะ ปรากฏว่าท่านนั่งอยู่ก่อนก็บอกว่าไม่ คิดว่าท่านจะมา หรอก  และผู้ใหญ่ทางส่วนกลางฝ่ายทหารก็เห็นด้วย ซึ่งคำว่าผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อก่อนใหญ่มากไม่ใช่ เหมือนปัจจุบัน ท่านก็ไปด้วย แล้วก็คำพูดคำแรกที่ท่านพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก พูดก็คือท่านพร้อมที่จะ สนับสนุนให้มีมหาวิทยาลัยก็รู้สึกว่าประทับใจมาก

           หลังจากที่ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน เป็นอธิการบดีบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ท่านก็ให้เกียรติ กับคณะกรรมการรณรงค์ โดยเชิญเข้าไปร่วมในกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ข้อคิดเห็น สิ่งที่ตอนนั้นได้ฝากไว้ว่ายังไง ก็ขอให้ในบรรดาคณะทั้งหลายก็ขอให้มีคณะแพทยศาสตร์ด้วย เป็นสิ่งที่ฝากไว้คือเป็นความตั้งใจ ถามว่าทำไม ต้องให้มีคณะแพทยศาสตร์ เพราะเห็นว่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เมื่อมีคณะแพทยศาสตร์ ก็เติบโตจนเป็น ที่พึ่งในทางด้านสาธารณสุข ก็เลยคิดว่าถ้าหากว่าที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก็อยากให้มีคณะแพทยศาสตร์ด้วย และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนอกจากนี้ก็มีนายอำเภอท่าศาลา เพราะพอจะลงในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ จากการที่มีที่ราชพัสดุก็ เกี่ยวข้องกับจังหวัดแล้วก็พยายามที่จะหาที่ดิน วิธีการว่าต้องให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัย ก็จัดเป็นชุมชนก็เป็นรูปแบบอย่างไรก็ตามต้องเรียน ว่าจังหวะของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยนี่เป็นจังหวะเหมาะ เพราะสภาพเศรษฐกิจของรัฐบาลตอนนั้นค่อนข้างดี ดังนั้นแทนที่จะได้สักหลัง สองหลังก็ได้เต็มพื้นที่เลยได้ ครบเลย

          ขอให้มีคณะแพทยศาสตร์ คือประชาชนจะได้มีที่พึ่งพาเมื่อเวลาเจ็บไข้ไม่สบายจะได้มีแพทย์ระดับ มาตรฐานระดับที่ดีมาอยู่ที่นี่ แต่ยังไงก็ตามต้องเรียกว่าขณะนี้ความจริงมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็ทำงาน โดยเฉพาะงานวิจัยในพื้นที่หลายโครงการมีการเก็บข้อมูลต่าง ๆ และมีการทำอะไรที่หลายคนไม่เห็น เช่น โครงการเฉลิมพระเกียรติ แล้วก็เรียกว่าความรู้สึกของประชาชนยังมีความรู้สึกว่ายังไกล จากประชาชนทั่วไป ยังไกลกับมหาวิทยาลัยทั้ง ๆ ที่มหาวิทยาลัยก็ยังทำอะไรอยู่อย่างสม่ำเสมอในเชิงวิชาการ ก็แน่นอน ประชาชนต้องการ ตอนนี้เท่าที่ดูก็จะยกฐานะอาศรมวัฒนธรรมขึ้นเป็นศูนย์เพื่อจะทำงานทางวัฒนธรรมนี้ก็ แสดงว่าแทนที่จะอยู่ในขอบข่ายของวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ก็กำลังคิดถึงงานอื่น ๆ ไปด้วย โดยภาพรวมตอนนี้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็เดินถูกทางแล้ว แต่ถ้ากล่าวกันตรง ๆ ยังไกลกับความคาดหวัง ของประชาชน คือประชาชนก็คาดหวังคล้าย ๆ กับว่าพอมีมหาวิทยาลัยก็อยากจะเห็นมากกว่านี้ และเคยเข้าไป ประชุม แล้วก็ให้ความคิดว่ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ควรจะเปิดประตูให้กว้างสร้างรั้วให้เตี้ย เปิดประตูให้กว้าง หมายความว่าใคร ๆ เข้าออกก็ได้สร้าง รั้วให้เตี้ยหมายความว่าคนภายนอกก็เห็น คนภายในก็เห็นคนภายนอก ก็รู้สึกว่าได้รับการขานรับจำนวนหนึ่ง ก็อยากจะฝากด้วยว่ามหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์ต้องเปิดประตูให้กว้าง สร้าง รั้วให้เตี้ย ไม่ใช่ประตูกว้างนะแต่ว่าความคิดระหว่างคนภายนอกสามารถจะเข้าไปดูอะไรก็ได้ ซึ่งความจริง นโยบายของมหาวิทยาลัยก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว มีสนามกีฬาก็อยากให้คนไปเล่น แต่ว่าความที่ไปยากเข้าไป ถึงหน้าวิทยาลัยก็ยังไม่รู้ว่า อยู่ที่ตรงไหน พอเข้าไปคนที่ไม่เคยชินก็หายากในอนาคตคงจะมีคนไปใช้มากขึ้น ด้านความคาดหวังต่อบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์นั้นอยากเห็นบัณฑิตที่มีคุณธรรมจริยธรรมมีความรู้ และสู้งาน ทั้งนี้ตั้ง ข้อสังเกตว่า กระแสของสื่อปัจจุบันได้นำพาเยาวชนไปในอีกทิศทางหนึ่งซึ่งค่อนข้างจะ คาดหวังกับความสะดวกสบายเป็นพิเศษ