ภาพประกอบ

(ภาพ : ตรวจความก้าวหน้าการก่อสร้างอาคารมหาวิทยาลัย)


(ภาพ : มอบเอกสารสิทธิ์แก่ราษฎร)


วิดีโอ

(อาจารย์ นพ.บัญชา พงษ์พานิช)




 
ชื่อบุคคล : 

 
อาจารย์นพ.บัญชา พงษ์พานิช
ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน : 9 ปี 9 เดือน 
ตำแหน่งที่เคยปฏิบัติ : กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ,รองอธิการบดีฝ่ายปฏิบัติการ
 
        จริง ๆ ความพยายามที่อยากจะให้มีมหาวิทยาลัยที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก็คงไม่น้อยไปกว่าจังหวัดใด ๆ ในประเทศไทย ที่ถือว่า มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันการศึกษาที่จะพัฒนาคนของท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็พัฒนา องค์ความรู้วิชาการให้กับท้องถิ่นพร้อม ๆ กับดึงนำการ พัฒนาต่าง ๆ เข้าสู่ท้องถิ่น เพราะฉะนั้นจังหวัดนครศรี ธรรมราชมีความพยายามเคลื่อนไหวที่จะให้มีมหาวิทยาลัยในช่วงเวลาหลังจากที่เกิดที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คนนครศรีธรรมราชอยากให้มีตลอดมา ในจังหวะนั้น เพิ่งจะกลับไปเป็นหมอที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ทราบว่าคนนครศรีธรรมราชจำนวนมาก ไม่ว่าจะภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาคราชการ ก็คิดว่า น่าจะได้เวลาพร้อม ๆ กับทราบว่ารัฐก็เริ่มทำแผน ก็เลยเกิดการเคลื่อนไหว ก็นั่งเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ จนเริ่มก่อการจนจัดตั้งขึ้นมาเป็นคณะกรรมการ รณรงค์ให้มีมหาวิทยาลัยที่จังหวัดนครศรี ธรรมราช ช่วงนั้นเป็นช่วงของผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แก่ คุณอเนก สิทธิประศาสน์ แล้วก็มี เลขานุการคือบุคลากรของวิทยาลัยครู ก็คือสถาบันราชภัฏแล้วกลายมาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏในปัจจุบัน มีคณะผู้อาวุโส ครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นหลักเรื่องการศึกษาอยู่แล้ว จะทำมหาวิทยาลัยก็ต้องไปหาทีมวิชาการ ก็ได้ภาควิชาการมาเป็นเลขานุการ มีท่านอาจารย์สมพุทธ ธุระเจน ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานกรรมการสนับสนุน ส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย ท่านเป็นเลขาของกรรมการรณรงค์ให้มีมหาวิทยาลัยที่จังหวัด นครศรีธรรมราช และเป็นรองประธาน ในเมืjอมีภาครัฐแล้วมีภาควิชาการแล้ว ในส่วนของภาคเอกชนในเมืองนครศรีธรรมราช ก็ได้ คุณวัชรา หงส์ประภัศร ซึ่งก็เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย มาอย่างต่อเนื่องได้กรุณารับเป็นผู้ประสาน งานหลักของฝ่ายภาคเอกชนและประชาชน เพราะฉะนั้นจริง ๆ ภาพของการเริ่มก่อการรณรงค์ให้มีมหาวิทยาลัย ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก็เป็นภาพสวย มีภาครัฐ ภาควิชาการ และภาค ประชาชนช่วยกันขับเคลื่อน ขณะนั้น ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๐ แล้วก็เริ่มเคลื่อนไหว ประสานงานกับทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งช่วงนั้นก็มีท่าน ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน เป็นปลัดทบวงมหาวิทยาลัย ก็เชื่อมประสานกันไปได้ด้วยดี จนเกิดพระราช บัญญัติ ดังนั้นโดยสรุปก็ยังไม่ได้ เข้าไปมีส่วนร่วมในขณะนั้น แต่สุดท้ายก็ต้องลงมาช่วยมหาวิทยาลัย เพราะ เมื่อพระราชบัญญัติออกเป็นที่ชัดเจนก็จะมีประเด็นว่าจะเริ่มอย่างไร จังหวะนั้นเป็นจังหวะที่พอดีว่าอายุทำงาน การทำงานเป็นแพทย์จะครบ ๑๐ ปีพอดี ก็มองว่าปัญหาของประเทศชาติ บ้านเมืองและสังคม ไม่ได้อยู่ที่การ รักษาพยาบาลเหมือนกับทุกวันนี้ ที่พบว่าในวงการสาธารณสุขอยู่ที่การป้องกันและการสร้างเสริมสุขภาพ เพราะฉะนั้นใน ประเด็นหลักที่เป็นหัวใจของการพัฒนาคนโดยที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพ สามารถป้องกันได้ ดีแล้วรักษาได้แล้วสร้างสุขภาพได้ แต่ส่วนหนึ่ง ที่ต้องให้การดูแลด้วยก็คือเรื่องสติปัญญาเพราะฉะนั้นมองว่า จะต้องดูที่การศึกษา แล้ววันหนึ่งศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ลงไปที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็มีโอกาส ได้คุยกับท่าน ท่านก็บอกให้มาช่วยที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ แล้วก็มาอยู่ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ด้วยเหตุนั้น ก็คือก็ได้เริ่มร่วมงานกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ แล้วมหาวิทยาลัยโดย ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ได้รับมอบหมาย เป็นหัวหน้าโครงการเพื่อที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยให้เรียบร้อย ภารกิจตอนนั้นอันดับ ๑ คือทำอย่างไรก็ได้ให้การก่อสร้างมหาวิทยาลัย เริ่มเดินหน้าตามแผนที่ทำไว้ ได้จัด ระบบระเบียบบริหารการจัดการต่าง ๆ และเริ่มหาบุคลากร เพราะฉะนั้นภารกิจก็คือเริ่มสร้าง จัดระบบ อันที่ ๓ ก็คือหาคนมาช่วยกันสร้างตามแผนที่รัฐได้เห็นชอบ แล้วก็หลาย ๆ ฝ่ายได้พัฒนาไว้แล้วซึ่งจริง ๆ เริ่มมาทำงาน เป็นแค่ผู้ช่วยของท่านศาสตราจารย์ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ท่านก็ให้เกียรติมาก ท่านบอกว่าเป็นบุคลากรคนแรก ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน บอกตั้งแต่ต้นแล้ว และก็ได้ศึกษาแล้วว่าเป็น มหาวิทยาลัยที่มีระบบบริหารจัดการเป็นของตัวเอง คือไม่ใช่ระบบราชการ เพราะฉะนั้นท่าน ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้านบอกว่าจะต้องปลอดจากความคิดว่าเป็นข้าราชการ เป็นอะไรต่ออะไรซึ่งก็ไม่มีปัญหาและ ได้ลาออกทันทีจาก หน่วยงานเดิมเพื่อมาบรรจุที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และถ้าจะว่าไปจริง ๆ ขณะนั้น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีก็เริ่มแล้ว ท่านว่าเป็นคนแรก แต่จริง ๆ มีอีกคนหนึ่ง คนที่มาอยู่กับ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์อย่างเต็มตัวคนแรก คือ คุณอภิญญา โสภากันฑ์ หรือนายน้อยคนขับรถ แต่เป็น เจ้าหน้าที่ของทบวงมหาวิทยาลัย ขับรถตั้งแต่โครงการนี้อยู่กับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อรัฐบาล ตัดสินใจว่าไม่ให้โครงการนี้อยู่ในร่มของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่พัฒนามานาน ก็ขอให้มาอยู่ที่ทบวง มหาวิทยาลัย ขอให้ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้านทำให้สำเร็จให้ได้ คุณน้อยก็โอนมาเป็นลูกจ้าง ตกลงว่า พนักงานคนแรกของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็คือคุณอภิญญา โสภากันฑ์ มาพร้อมกับรถตู้ ๑ คัน ซึ่งเป็น สมบัติชิ้นแรกของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ แล้วก็นั่นคือพนักงาน เรียกว่าเป็นเจ้าหน้าที่คนแรกเพียงแต่ว่า กระบวนการบรรจุ เขาไม่สามารถบรรจุ ได้จะต้องรอระเบียบ แต่ผมได้รับการบรรจุเป็นคนแรกเพราะว่าต้อง บรรจุตามนี้และบรรจุเป็นตำแหน่งอาจารย์ แล้วก็ท่านศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ก็ตั้งให้เป็นผู้ช่วย ตอนนั้นก็จะต้องมีการตั้งเป็นตำแหน่งรองอธิการบดีเพื่อให้ระบบไม่ซับซ้อน ก็ปรึกษากับศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ก็จะเรียนเชิญท่านรองปลัดทบวงมหาวิทยาลัยในยุคนั้นมาเป็นรองอธิการบดี เรียนเชิญ ท่านวันชัย ศิริชนะมาเป็นรองอธิการบดี ฝ่ายบริหาร และเชิญท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย มาเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ แล้วเป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายปฏิบัติการ แล้วตอนหลังศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้านได้แต่งตั้งเป็นรองอธิการบดีฝ่ายปฏิบัติการและรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร และก็ต้องดูแลทุกเรื่อง แล้ว ก็มีท่านอาจารย์อำไพ หิรัญโร มาเป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการเงิน ซึ่งหน้าที่แรกของมหาวิทยาลัยก็คือสร้าง มหาวิทยาลัยว่าจะสร้างตรงไหน ทางจังหวัดได้เสนอที ่ดินเข้ามาเพื่อเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยมีการเสนอไว้ ๓ แห่ง ให้คณะกรรมการกลางคัดเลือกว่าจะเป็นที่ไหน ตอนนั้นมีที่ดิน อำเภอเมือง มีที่ดินแถว ๆ อำเภอทุ่งสงแล้วมี ที่ดินที่อำเภอท่าศาลา แต่ที่ดินที่คณะกรรมการกลางเลือกก็คือที่ดินที่อำเภอท่าศาลา ซึ่งขณะนั้นมีบรรยากาศ ในเรื่องการรณรงค์ทุกอำเภอ แต่ละอำเภอก็อยากให้มหาวิทยาลัยมาอยู่อำเภอตัวเอง สิ่งนี้คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ที่ชาวมหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์จะต้องรู้ว่าคนท้องถิ่นเหมือนกับสู่ขอเรียกร้องอยากได้ เขารักและคาดหวังกับ มหาวิทยาลัยมาก ทุกแห่งอยากให้ไปอยู่ด้วยความ ปรารถนาที่หลากหลายแล้วทุกแห่งก็จะบอกว่าที่ดินนี้ เรียบร้อยสมบูรณ์ ไม่มีปัญหามาใช้ได้เลย มาใช้เลยถ้ามีปัญหาอะไรพวกเราชาวท้องถิ ่น พร้อมจะช่วยกันคลี่ คลายไม่ให้เกิดปัญหาของมหาวิทยาลัยซึ่งมหาวิทยาลัยเพียงมีงบประมาณ มีคนมาทำการก่อสร้างแล้วก็ บริหารจัดการ แต่ ตอนมาแล้วก็เริ่มแสดงอาการว่ามีปัญหา นี่คือเหตุผลหนึ่ง ตอนแรกก็คิดว่าแค่มาสร้างแล้วก็ เตรียมระบบ แต่พอมาศึกษาแล้วปรากฏว่าที่ดิน ที่อำเภอท่าศาลามีพื้นที่เป็นหมื่นกว่าไร่ แล้วประชาชนเข้าไป ทำมาหากินทั้งตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน และทำมาหากินแล้ว เรียกว่านับร้อยนับพัน ครอบครัว ทั้งไปสร้างบ้านหลาย ร้อยหลังคาไปปลูกสวนอยู่อีกเป็น ๑,๐๐๐ ครัวเรือน จะทำอย่างไรที่จะดูแลชาวบ้านเหล่านั้นอย่างเหมาะสม เพราะชาวบ้านมาปลูกบ้านแล้วออกโฉนดแล้วก็มี ทั้งๆ ที่เป็นที่ของรัฐ เมื่อรัฐจะเอาที่ดินคืน ชาวบ้านก็ต้องแข็ง ขืน หากรัฐไม่แข็งพอชาวบ้าน ก็มั่นใจว่าจะได้อยู่ต่อ แต่ถ้ารัฐไม่ยอมแต่แข็งแบบไม่ดีก็เกิดการปะทะกัน ซึ่ง ประเด็นนี้ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน บอกว่าก็ขอให้ทำให้ดี ที่สุด ดูแลชาวบ้านให้ดีที่สุด ขณะเดียวกัน ทำหน้าที่รักษาที่รัฐเพื่อเอามาใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะให้ดีที่สุดและดูแลชาวบ้านให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้น ท่านบอกว่ายังไงไม่ไปที่ไหนหรือไม่เลือกที่แปลงอื่น ๆ แล้วต้องการที่แปลงนี้ ซึ่งความจริงแล้วขณะนั้นสนาม บินกำลังจะสร้างตรงจุดตรงนั้น คือครึ่งทางระหว่างเมืองกับมหาวิทยาลัยแต่จุดตรงนั้นการคลี่คลายปัญหาดีมาก ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช คือ นายวงศ์วิบูลย์ จิตวิบูลย์ ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นนายอำเภอเมือง ท่านกำลังจะเสนอรัฐบาลเพื่อพร้อมตั้งสนามบิน จึงไปปรึกษาว่ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะขอย้าย มาอยู่ตรง นี้ได้หรือไม่ หากว่าการแก้ปัญหาไม่สำเร็จ เพราะตรงนั้นมีถนนใหญ่ตัดผ่าน เนื้อที่ ๑,๐๐๐ กว่าไร่ รองผู้ว่า วงศ์วิบูลย์ จิตวิบูลย์ บอกถ้ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะใช้พื้นที่นี้ก็ได้ ผมว่าชาวมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ต้อง บันทึกได้เลยว่าชาวนครศรีธรรมราชได้ให้พื้นที่แล้ว พื้นที่ สนามบินแห่งใหม่จะไปหาพื้นที่ที่อื่นแทน ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน บอกว่าอย่าเลย เดินหน้ามาอย่างนี้แล้ว ถ้าหากว่าเปลี่ยนจะมี ปัญหาจะไม่ย้าย ไปไหนทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก็ยืนยันดังนั้นหน้ าที่ ในช่วงแรก ตอนแรกฝันกันว่ามาถึงก็รีบออกแบบก่อสร้างแล้ว สัก ๓ ถึง ๔  ปีเสร็จน่าจะได้เปิดมหาวิทยาลัยประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ถึง พ.ศ. ๒๕๓๘ ปรากฏว่าต้องขยับแผน ออกไปเรื่อย เพราะว่าชาวบ้านก็เริ่มต่อรอง ใช้คำว่าต่อรอง เจรจา ร้องขอ แต่มหาวิทยาลัยก็บอกว่ามีแผนใหญ่ แล้วก็ในอนาคตมหาวิทยาลัยไม่ได้คิดที่จะมีหลากหลายวิทยาเขต ขอมีวิทยาเขตเดียว และอาจต้องคิดไปไกล ว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้สร้างแค่อยู่ ๕ ปี ๑๐ ปี มหาวิทยาลัยอาจจะอยู่เป็น ๑๐๐ ปี ๑,๐๐๐ ปี เพราะฉะนั้น ควร จะมีพื้นที่ที่เพียงพอ แล้วก็พัฒนาไปเรื่อย ๆ แล้วก็ไม่ได้ออกแบบที่จะให้เป็นเพียงแค่สถาบันศึกษาแต่จะเป็น อุทยานการศึกษาเป็นศูนย์ การเรียนรู้สารพัดรูปแบบเพราะฉะนั้นก็กลายเป็นว่าช่วง ๓ ถึง ๔ ปีแรก ก็ยุ่งกับเรื่อง ที่ดินเป็นหลักพร้อมกับการออกแบบทำผังแม่บทแล้วก็ ออกแบบ หางบประมาณมาทำการก่อสร้างคู่กับการเสาะ หาบุคลากร ส่วนแนวคิดปรัชญาในการแก้ปัญหาเรื่องที่ดินกับชาวบ้านนั้นเพื่อให้ คนในพื้นที่มีความสุขนั้น เพราะ เชื่อว่าที่มหาวิทยาลัยและศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน เลือกมาทำงานตรงนี้คงด้วยเหตุผล ๒ ประการ คือ เหตุที่ ๑ ตอนเป็น นักศึกษาแพทย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย เป็นที่ปรึกษาใหญ่ในการทำกิจกรรมนักศึกษา เพราะฉะนั้นกิจกรรมแพทย์ในยุคนั้น ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ถึง ๒๕๒๐ ก็คือกิจกรรมเพื่อมวลชน ก็เป็นเด็กค่ายอาสาเพราะฉะนั้น จะใช้คำว่าอะไร People Concern คือใกล้ชิดชุมชน คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนอย่างเสมอภาค โดยเฉพาะผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า เสียโอกาส กว่าก็ควรได้รับ การดูแลคนที่มีกำลังกว่า โลกทุนนิยมที่กำลังมาแรงและมีกำลังมากกว่าก็เป็นได้ ก็มีหลักคิดคือดูแลประโยชน์ สุขส่วนรวม ข้อนี้ หมอทุกคนก็จะมีประเด็นของสมเด็จพระราชบิดาที่ให้ไว้แล้ว ท่านบอกว่าเราสอนให้คุณไม่ใช่ แค่เป็นคน แต่เป็นมนุษย์ด้วย สมเด็จพระราชบิดา ย้ำเสมอว่าไม่อยากให้คุณเป็นหมอ แต่อยากให้เป็นคน ขอให้ ถือประโยชน์สุขส่วนรวมมาก กว่าประโยชน์ส่วนตน สมเด็จพระราชบิดาได้สอน ท่านเป็นแพทย์ เป็นพ่อของชาว แพทย์ทุกคนก็คือประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ เมื่อมาอยู่สวนโมกข์ก็มีโอกาสได้บวชก่อนมาอยู่มหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้บวชกับท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านบอกว่ามีเรื่องเดียวเท่านั้น ที่ทำแล้วไม่อุบาทว์ เรื่องนั้นก็คือทำอะไรทำ ให้ถูกต้อง อย่าเห็นแก่ตัว ท่านให้ศีล ถูกต้อง อย่าเห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นก็ยึด ๒ หลักก็คือ ดูแลคนด้อยโอกาสมากกว่าผู้มีโอกาส แต่ก็ไม่ได้ ว่าให้สิทธิ์พิเศษอะไรและบน ฐานของความถูกต้องและไม่เห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นก็จะใช้หลัก ๒ ข้อนี้ตลอดมาในการคลี่คลาย คือชาวบ้าน ประมาณร้อยละ ๘๐ ถึง ๙๐ บอกว่าเขารู้ว่าเป็นของรัฐ ถ้ารัฐจะเอาคืนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมไม่มีนอกมีใน คือ ถ้าสรุปว่าตอนนั้นพวกเราชาว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ไปทำสิ่งที่ไม่ดีหรือไปทำอะไรที่มีนอกมีในโครงการนี้ ไม่เกิดขึ้น จึงได้เรียกร้องและกำชับอย่างชัดเจนกับทุกคนว่าทำให้ถูกต้องนะ แล้วก็ดูแลคนลำบาก อย่าให้คน อื่นมาพลอย ด้วยหลักการนี้ที่ท่านศาสตราจารย์ ดร. วิจิตร ศรีสอ้านได้ให้นโยบาย แล้วท่านศาสตราจารย์ ดร.เกษม สุวรรณกุล ท่านเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ต่อมาจนถึงคุณสุเทพ อัตถากรจนถึงคุณถวิล ไพรสนธ์ รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย ได้กำชับ เรื่องนี้มาหมดว่าทำให้ถูกต้อง ทำให้ถูกต้องแล้วดูแลคนเหล่านี้ ให้ครบถ้วน อย่ามีเกินเลย อย่ามีผิดพลาด มีอะไรให้มาแจ้งกับรัฐบาลและก็ทาง ทบวงมหาวิทยาลัย จะสนับสนุน ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นตอนนั้นสิ่งที่ทำก็คือ ทำให้ถูกต้องชัดเจน ตรวจสอบได้ และก็คิดว่ามหาวิทยาลัย จะต้อง ยืนยันในหลักคิดเรื่องนี้ ถ้ายึดหลักนี ้ให้ได้ เท่ากับเป็นหลักการที ่ดี จริง ๆ มหาวิทยาลัยตอนเริ่มเชื่อว่าหัวใจคือ ได้พิสูจน์ความมุ่งมั่น ตั้งใจ แล้วก็หลักการแล้วก็การมีส่วนร่วม

         มีหลักสำคัญที่เป็นในการที่ประสบความสำเร็จ แต่อาจจะไม่ใช่โมเดิร์น หรือโพสโมเดิร์น แต่อาจจะเป็น หลักเก่า ๆ คิดว่ามหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์อยู่ใกล้ชุมชนมุสลิม อยากเอาหลักมุสลิมมาบอกสักนิดนึงซึ่งจะ ทำให้ชุมชนมุสลิมมีความเข้มแข็ง ขณะเดียวกันจำนวนไม่น้อยเป็นชาวพุทธ แล้วตอนนี้ก็สมาทานประชา ธิปไตย ลองไปดูให้ดี หลักของมุสลิมหลักของพุทธหลักของประชาธิปไตยมีหลักประมาณ ๓ ถึง ๔ เสา มีเรื่องของตอนนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเสรีภาพ อิสรภาพ แต่จริง ๆ แล้วต้องมีอีก ๒ ถึง ๓ ประการมาคู่กัน ถึงจะมี กำลังก็คือภราดรภาพ เอกภาพ แล้วก็สันติภาพ เหมาะสมกับสภาพของโลกในปัจจุบัน ในบางครั้งที่ตอน สมาทานประชาธิปไตยแล้วลืมหลักศาสนา จะเรียกหาแต่อิสรภาพ และเสรีภาพ แต่ละเลยภารดรภาพ เอกภาพ และสันติภาพ เพราะฉะนั้นพอโลกไปสมาทานประชาธิปไตยยึดแต่เรื่องนี้ เพราะง่ายแล้วก็เรียกร้อง แล้วสันติ ภาพสูญสิ้น เพราะฉะนั้นคิดว่าบางช่วงมหาวิทยาลัยอาจจะหลุดหายไปบ้าง ก็ทำให้ ๓ ขาหลังอาจจะเบาบางและ หายไป แต่ก็ปรับตัวได้ มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันการศึกษาไม่ใช่สถาบันเรียกร้องอิสรภาพและเสรีภาพ มหาวิทยาลัยมีภาระหน้าที่ ทีนี้ถ้าภาระหน้าที่ต้อง นำไปสู่ภราดรภาพและสันติภาพ จะไปอย่างนั้นได้ก็ต้องมี เอกภาพ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มาเป็นวันนี้ได้ด้วยเคารพในอิสรภาพ เสรีภาพ มุ่งหมายก็คือสันติภาพ แต่สิ่ง ที่สำคัญที่มีประสบการณ์ที่มหาวิทยาลัยทำสำเร็จได้เพราะรักษาเอกภาพขององค์กรไว้ได้ ลองกลับไปย้อนดู ตั้งแต่เริ่มตั้งหลายคนที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เคยมีบรรยากาศที่เป็นเอกภาพอย่างจริงจัง ทุกคนจะช่วย กันสร้างมหาวิทยาลัยให้สำเร็จ พอสร้างสำเร็จแล้วควรจะดำเนินการต่อ ทำไมจะไม่ทำต่อล่ะ เราควรจะทำ มหาวิทยาลัยให้ดีที่สุดให้ได้ แล้วเรื่องอื่นเป็นเรื่องรอง ซึ่งคำว่า รองไม่ได้หมายความว่าสุดท้ายก็ปล่อยประ ละเลย คิดว่าก็เป็นฝ่ายบริหารจัดการ ซึ่งมีองค์คณะลดหลั่นกันไป ต้องกำกับดูแลท่านอธิการบดี ท่านคณบดี ท่านผู้อำนวยการทั้งหลายต้องบริหารจัดการ ดูแลคนทำงานหรือคนมีบทบาทหน้าที่ให้ไม่สูญเสียซึ่งเอกภาพ ที่จะนำไปสู่การ บรรลุเป้าหมายสูงของมหาวิทยาลัยให้ได้ แล้วก็เป้าหมายสูงสุดที่อยากจะเป็น คิดว่า มหาวิทยาลัยมีบทเรียนดี ๆ เรื่องนี้เยอะมากในมหาวิทยาลัย บทเรียนไม่ดีไม่ใช่ไม่พูด ในเมื่อมีบทเรียนอย่างนี้ แล้วจะเรียนรู้ยังไงไม่ให้เกิดซ้ำแล้วก็ถ้าเกิดซ้ำระงับให้เร็วที่สุด แล้วก็ขยายด้านเอกภาพเพื่อนำไปสู่ปลายทาง คิดว่าเรื่องนี้ทุกคนตอนจะมาทำงานที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ บางคนอาจจะคิดว่าเขาดูแลเราดีไหม เงินเดือน ดีไหม อะไรไหม สิทธิประโยชน์มากน้อยกว่ากันไหม แต่เมื่อมาแล้ว ก็มาแล้ว แล้วพิสูจน์แล้วว่าทำได้