ภาพประกอบ

(ภาพ : ตรวจรับงานก่อสร้างอาคารมหาวิทยาลัย)


(ภาพ : พิธีวางศิลาฤกษ์มหาวิทยาลัย)


วิดีโอ

(คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์)




 
ชื่อบุคคล : 

 
คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์
ตำแหน่งที่เคยปฏิบัติ : กรรมการสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
 

คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์  เป็นบุตรของนายสุรินทร์ มาศดิตถ์ และ สุดา (เทียมศรไชย) มาศดิตถ์ สำเร็จการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชีวิตส่วนตัว คุณหญิงสุพัตรามีชื่อเล่นว่า "แอ๋ว" จึงเป็นที่มาของชื่อที่สื่อมวลชนนิยมเรียกว่า "คุณหญิงแอ๋ว" หรือ "หญิงแอ๋ว" สมรสกับ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย โดยที่ไม่มีบุตรด้วยกัน


ในบทบาทด้านการเมิอง เริ่มต้นจากการลาออกจากราชการมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช แทนนายสุรินทร์ ผู้เป็นบิดาซึ่งป่วยจนกลายเป็นอัมพาต ในรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 - 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543) โดยเป็นรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยที่มาจากการเลือกตั้งต่อมาภายหลังได้วางมือทางการเมือง ใช้เวลากับการปฏิบัติธรรม และเดินทางไปปฏิบัติธรรมเผยแพร่พุทธศาสนาต่างประเทศ  แม้ว่าจะหันหลังให้การเมือง แต่คุณหญิงสุพัตรา ยังมีบทบาทในการทำงานด้านสตรีกับพรรคประชาธิปัตย์อยู่บ้าง และต่อมาในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้หันกลับมาช่วยงานโดยไม่รับตำแหน่งทางการเมือง โดยทำหน้าที่ดูแลโครงการธนาคารต้นไม้ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)[4] และในที่สุดจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี รับผิดชอบงานด้านสังคม

              ตอนแรกก็สังเกตว่ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ต่างกับมหาวิทยาลัยอื่นตรงที่เริ่มแรกมีแผนแม่บท มีแผนแม่บทการใช้พื้นที่มีอุทยานการศึกษาซึ่งคนที่มาระยะหลัง ๆ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นอุทยาน ซึ่งจริง ๆ แล้วลักษณะเดิมของมหาวิทยาลัยต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้ หมายถึง ใครก็เข้ามาได้มหาวิทยาลัยจัดพื้นที่ไว้เสร็จแล้วตอนนั้นพอตั้งมหาวิทยาลัยได้ใหม่ ๆ ก็เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเงินงบประมาณถูกตัดไปมาก เพราะฉะนั้นก็เลยต้องทำเท่าที่มีงบประมาณมารองรับได้ แต่ตอนนี้สภามหาวิทยาลัยมีมติแล้วว่าต้องรีบเดินหน้าที่จะมีการเร่งระดมกัน พอดีก็มีคณะกรรมการ ส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย ซึ่งรู้สึกค่อนข้างเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นก็คงเดินไปได้เพราะเป็นห่วงภาคธุรกิจ คืออาจจะไม่ได้เร็ว ๆ นี้ แต่อย่างน้อยจะเริ่มเดินไปสู่จุดที่เริ่มต้น เพราะตรงนี้หมายถึงว่าใครมาจากไหนก็ตามไม่ใช่เฉพาะจากจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อมาในมหาวิทยาลัยแล้วมีแหล่งที่เรียนรู้ได้ คือไม่จำเป็นต้องมาเรียนมหาวิทยาลัย แต่เป็นการเรียนเหมือนกับเป็นมหาวิทยาลัยชีวิต แม้แต่ในสภาพปัจจุบันนี้แม้ แต่คนนครศรีธรรมราชเองยังแทบเข้าไปใช้ไม่ได้เพราะยังไม่ได้จัดกิจกรรม นอกจากมาใช้สถานที่กีฬา ตอนนี้ก็หวังว่าปีที ่ ๑๘ ก็คงจะสมบูรณ์ขึ้น และรัฐบาลชุดนี้ก็พยายามจะสนับสนุน  โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับศูนย์การแพทย์ซึ่งที่จริงความต้องการคือประชาชนจะไปนึกถึงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่มีศูนย์การแพทย์ที่ดี แล้วคนนครศรีธรรมราชก็มีโรงพยาบาลมหาราช ซึ่งคิดว่าดีแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอก็วิ่งไปที่นั่นเพราะ อยากให้มีโรงพยาบาล แต่มหาวิทยาลัยเองก็ต้องคิดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะสภามหาวิทยาลัยต้องคิดกันว่า จะดีหรือเปล่าถ้าเป็นศูนย์การแพทย์ แบบทันสมัยแบบปกติ ก็เลยมีความคิดกันว่าน่าจะไปเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลตำบล โรงพยาบาลอำเภอ หรือเป็นลักษณะการป้องกันเรื่อง สุขภาวะ ก็ดำเนินการมาเรื่อย ๆ แล้วก็โชคดีที่ได้รับการสนับสนุน และอีกเรื่องที่เป็นปัญหาของมหาวิทยาลัย คือการหาอาจารย์เก่ง ๆ แล้วมาอยู่ จังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งมีความยากมาก นอกจากประเด็นแบบนี้แล้วในมุมมองของสภามหาวิทยาลัยแล้ว สภามหาวิทยาลัยมีหน้าที่แนะนำ ฝ่ายบริหาร คือบางทีคณาจารย์ก็มาปรึกษาในฐานะที่เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยให้ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเราอาจจะแนะนำ ผ่านอธิการบดี อย่างปัญหาเรื่องคณาจารย์รุ่นใหม่ ๆ ก็มีความคาดหมายสูงในขณะสภามหาวิทยาลัยก็คาดหวังกับอาจารย์สูงว่าอาจารย์ จะมาแล้วก็จะมาร่วมสร้างวัฒนธรรมองค์กร อยู่กันด้วยความเสียสละ แล้วก็อยู่มหาวิทยาลัยแบบกินนอน อาจารย์ก็ต้องใกล้ชิดกับนักศึกษา ให้มาก คือมองภาพกันคนละส่วนแล้วไม่ค่อยได้คุยกัน ตอนหลังก็ต้องปรับจูนกันมากซึ่งหากคุยกันตรง ๆ มีปัญหาจะแก้ได้ แต่หลัง ๆ รู้สึกดีขึ้นมากถ้าเทียบกับต้น ๆ ปัจจุบัน  โดยส่วนตัวเห็นว่าดีขึ้นมากและก็หวังว่าอาจารย์มาอยู่รวมกัน มีบ้านพักด้วยกัน น่าจะคุยกัน กลายเป็นต่างคนต่างคาดหวังคนอื่น คือถ้าไม่คาดหวังคนอื่น แต่คิดว่าเราทำอะไรได้การพัฒนาของมหาวิทยาลัยก็จะเร็วกว่ามาก ก็เลยเสียเวลากับตรงนั้นไปพอสมควร แต่ว่า สุดท้ายทุกคนก็รู้สึกว่านี่คือองค์กรของเราต้องร่วมกัน ส่วนของหอพักบังเอิญได้เข้าไปช่วย เพราะสภามหาวิทยาลัยตั้งให้ไปเป็นกรรมการ ชุดเล็ก พยายามจะดูกันว่าหอพักควรจะสร้างเพิ่มหรือควรจะให้เอกชนเข้ามาดำเนินการก็เห็นว่าไม่ได้เป็นไปตามอุดมการณ์ อุดมคติที่ตั้งไว้แต่ต้น ที่ว่านักศึกษาเข้ามาแล้วรู้สึกเหมือนครอบครัว คือนึกไปถึงระบบอังกฤษที่ว่าอยู่ในหอแล้วมีอาจารย์มีผู้ดูแล แล้วก็มีการแลกเปลี่ยน มีการ ช่วยกันระหว่างเพื่อนแต่กลายเป็นไม่ค่อยเป็นอย่างนั้น ประเด็นนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องปรับไปเรื่อย ๆ

          เรื่องที่ประทับใจก็คือ การเป็นคนที่จะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นการที่จากที่เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง จากหงุดหงิดก็กลายมาเป็นร่วมกันพัฒนา ก็คิดว่ามหาวิทยาลัยก็ค่อย ๆ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว การร่วมกันทุกภาคส่วน การที่สภามหาวิทยาลัยก็เคารพฝ่ายบริหารไม่เข้าไปก้าวก่ายในขณะ ที่ฝ่ายบริหารถ้ามีอะไรที่หนักหนาก็มาปรึกษา เพราะฉะนั้นอยู่แบบลักษณะเหมือนกับองค์กรเดียวกัน ก็ค่อนข้างที่จะไปในทิศทางที่ทำให้ มีการรับฟัง การมีส่วนร่วมเห็นว่ามีความสำคัญ ซึ่งตอนหลังก็คิดว่าดีขึ้นเป็นลำดับ เพราะฉะนั้นถ้าจะประทับใจก็คือจากไม่ประทับใจมาประทับใจขึ้น ประทับใจเพิ่มขึ้นก็คือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัย ถ้าจะเป็นงานชิ้น ๆ ที่ถือว่าเป็นเรื่องสุดยอดของคน นครศรีธรรมราช ก็คือโรงพยาบาลที่กำลังจะได้แต่ก็เป็นวัตถุ เพราะอย่างที่พูดไว้แล้วว่ามีหนทางอีกยาวไกลที่จะทำให้ไปสู่ความคาดหวังของ คนนครศรีธรรมราชได้ แต่อย่างน้อยก็ได้มีจุดเริ่มต้น มีมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่สอนแต่ระดับปริญญา แต่ว่าทำให้คนในจังหวัด ในชุมชนได้รับประโยชน์ แล้วโดยเฉพาะปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยได้ลงไปร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลร่วมกับชุมชนต่าง ๆ ตรงนี้ถ้าถามว่าอะไรเป็นส่วนประทับใจ เพราะว่าตั้งแต่เริ่มทำงานมาเข้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยก็จะพูดสม่ำเสมอว่าสำคัญคือชุมชน คือถ้ามหาวิทยาลัยแปลกแยกจากชุมชน นิสิตนักศึกษาไม่มีโอกาสเรียนรู้จากชุมชนก็ไม่เป็นประโยชน์ เพราะว่าเรียนไปเพื่ออะไร เรียนไปเพื่อทำให้ประเทศก้าวหน้าขึ้นไป ไม่ใช่ไปเน้นวัตถุ เพราะฉะนั้นถ้าประทับใจที่สุดอาจจะส่วนตรงนี้ คือว่าบางเรื่องเราอาจไม่รู้ แต่เมื่อเข้าไปเยี่ยมชาวบ้านแล้วชาวบ้านได้กลับมาเล่า ให้ฟังหรือบอกว่ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มาทำ คณะอื่น ๆ ก็ทำงานในด้านต่าง ๆ ให้ชุมชนรวมถึงเรื่องอื่น ๆ แต่ว่าอาจจะเข้าถึงชาวบ้านยากหน่อย เพราะอาจจะเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรมใหม่ ๆ แต่ว่าพอถึงจุดหนึ่งชาวบ้านก็ประทับใจ ได้มาช่วยกัน ตรงนี้ถ้าประทับใจ ที่สุดส่วนนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง  ในด้านการสนับสนุนจากรัฐบาลคิดว่าถ้ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์สามารถแสดงได้ว่าทำไมต้องของงบประมาณ ขอการสนับสนุนใน เรื่องนั้น ๆ รัฐบาลต้องฟังมหาวิทยาลัยเป็นหลักไม่ใช่ว่ารัฐบาลมาบอกว่าอยากเห็นอะไร อย่างตอนนี้ที่มีแผนเรื่องทำโรงพยาบาล แล้วรัฐบาลก็อนุมัติแล้วไม่มายุ่ง ปล่อยให้มหาวิทยาลัยทำเอง คือคิดว่ามหาวิทยาลัยจะรู้ดีมากกว่ารัฐบาล เพราะว่ามหาวิทยาลัยอยู่กับสิ่งแวดล้อมนั้นจริง ๆ ปฏิบัติงาน แล้วก็รู้ว่าขาดเหลืออะไร เพราะฉะนั้นตรงนี้คิดว่าทุกรัฐบาลให้แนวเป็นหลักไว้ว่าต้องการอะไร แต่ว่าควรจะให้มหาวิทยาลัยเป็นอิสระ แต่มหาวิทยาลัยต้องฟัง ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัย ถ้าอย่างนี้ก็จะไปได้เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยควร จะมีอะไรที่เป็นสิ่งพิเศษของตัวเอง และสิ่งที่อยากจะฝากไว้ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากว่าต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมขององค์กร มีอะไรคุยกัน อย่าไปนินทาไปบ่น คือคนที่ฟังก็ต้องยอมรับด้วยว่านี่เป็นความเห็นที่ต่าง ถ้าเห็นคล้ายกันมาก ๆ ก็เอามารวมกันแล้วก็เสนอผู้บริหารหรือว่ามีอะไร ผู้บริหารก็ลงมาฟัง ไม่ใช่มาสั่งว่าให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะว่าถ้าบรรยากาศในมหาวิทยาลัยไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีการรับฟัง ไม่มีการมีส่วนร่วม แล้วเราจะสอนนักศึกษาอย่างไรว่าในสังคมประชาธิปไตย การมีส่วนร่วม การรับฟังคนอื่นอย่างมีเหตุผลอย่างเคารพ แม้จะเห็นไม่เหมือนกันควรจะทำอะไรได้บ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คิดว่าไม่ใช่อุดมคติ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะถ้ามหาวิทยาลัยทำได้แล้วมหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ทำได้ก็อยากให้ทำ