วิดีโอ

(อาจารย์ ดร.อุทัย ดุลยเกษม)




 
ชื่อบุคคล : 

 
อาจารย์ ดร. อุทัย ดุลยเกษม
ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน : 8 ปี 6 เดือน 
ตำแหน่งที่เคยปฏิบัติ : อดีตคณบดีสำนักวิชาศิลปศาสตร์
 
           ต้องบอกว่าในตอนที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยความคิดที่จะไม่ทำงานมหาวิทยาลัยอีกแล้ว เพราะอยู่ที่มหาวิทยาลัย ศิลปากรมานาน ทำงานด้านทฤษฎีมาตลอดเวลา ถึงแม้ว่าไม่มีตำแหน่งทางวิชาการก็ ตาม หลังจากนั้นคิดว่าจะไปทำงานในเชิงปฏิบัติ วันดี คืนดีหรือวันร้ายคืนร้ายไม่ทราบ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรณงาม เง่าธรรมสารกับอาจารย์ ดร.เลิศชาย ศิริชัย ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่สำนักวิชา ศิลปศาสตร์มาบอกว่าที่สำนักวิชาศิลปศาสตร์ ก็กำลังต้องการหาคนไปเป็นคณบดีเพราะว่าสำนักวิชาตั้งมาหลาย ปีแล้ว คณบดีตัวจริงก็ยัง ไม่ค่อยแน่นอน บังเอิญมีเรื่องปัญหาส่วนตัวคือเรื่องคุณแม่ที่มีอายุมากแล้วส่วนหนึ่ง หากลงไปทำงานที่ภาคใต้อาจจะได้ไปดูแลคุณแม่บ่อยขึ้น ประการที่สองเกิดมาสนใจเรื่องมหาวิทยาลัยใน กำกับของรัฐ ถ้าไปอยู่สักระยะก็ดีจะได้ไปศึกษาดูระบบมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ประการที่สามก็เป็น เพื่อนกับผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรณงาม เง่าธรรมสารมานานก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมา ก็เลยคิดว่าน่าสนใจแต่ว่า ก็มีเงื่อนไขนะบอกว่าก่อนที่รับปากขอไปพบกับพรรคพวกที่สำนักวิชาศิลปศาสตร์ อาจารย์ ดร.เลิศชาย ศิริชัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรณงาม เง่าธรรมสารก็ดีนะ จัดอาจารย์ทั้งสำนักไปพบที่อำเภอขนอมก็ไปคุยกัน ไปรับฟัง พูดกันว่าที่นั่นเป็นอย่างไร คิดกันอย่างไร อยู่กันอย่างไร มีความหวังอะไร มีปัญหาอะไรบ้าง แล้วก็มาดูว่าใน บรรดาสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง จะไปเป็นคณบดีได้หรือเปล่าก็กลับมาคิดต่อ ก็ตั้งใจจะไปอยู่สองปี ไป ๆ มา ๆ ผมอยู่ ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เกือบแปดปี ก็เลยเป็นที่มาที่ไปได้ไปเป็นคณบดีสำนักวิชาศิลปศาสตร์ แต่สิ่งที่ผม คิดว่าเรียกว่าท้าทายคือว่าขณะนั้น ที่สำนักวิชาศิลปศาสตร์ยังไม่มีหลักสูตรปริญญาตรีเป็นของตนเอง เค้าวาง ไว้สมัยที่ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน เป็นอธิการบดี ไปวาง ตำแหน่งของสำนักวิชาศิลปศาสตร์เป็นหน่วย สนับสนุนสอนวิชาศึกษาทั่วไป เรื่องหมวดการศึกษาทั่วไป หรือเรียกว่าเรื่องภาษาก็ได้ เพราะภาษาต่างประเทศ ทุกภาษาเขียนเป็นข้อบังคับของมหาวิทยาลัยไว้ว่าให้สำนักวิชาศิลปศาสตร์รับผิดชอบ สำนักวิชาอื่นจะสอน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน เยอรมัน ต้องให้ศิลปศาสตร์รับผิดชอบปริญญาโท ปริญญาเอกที่ต้องสอบภาษาอังกฤษ ให้ผ่านตาม Requirement ของหลักสูตรก็ ให้สำนักวิชาศิลปศาสตร์ พูดง่าย ๆ ว่าเขียนไว้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นงานของสำนักวิชาศิลปศาสตร์ก็อยู่ในลักษณะเป็นหน่วยสนับสนุน เพื่อจะให้หลักสูตรอื่น ๆ ของ สำนักวิชาอื่นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  น่าจะพัฒนาไปเป็นสำนักวิชาเหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ มีหลักสูตรอะไรเพิ่มขึ้น คล้าย ๆ เป็นพันธะเบื้องต้นที่คิดจะไปทำกัน ก็รู้สึกว่าจะมีช่องทางเป็นไปได้ ไปทำก็จะช่วยกันลงเรี่ยวลงแรง ไปช่วยกัน ก็ตัดสินใจไปนั่นก็เป็นเหตุผล ส่วนหนึ่งก็ส่วนตัวอีกส่วนหนึ่งก็เป็นความท้าทาย ส่วนตัวนี่ก็เป็นทั้ง ส่วนตัวแท้ ๆ คือเรื่องของครอบครัว เรื่องการดูแลสุขภาพของคุณแม่  ส่วนตัวอีกอันหนึ่งก็เป็นความสัมพันธ์ กับผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรณงาม เง่าธรรมสาร ที่ผ่านมาขอร้องโดยที่เคยร่วมงานกัน ว่าควรจะลงมาช่วย มหวิทยาลัยวลัยลักษณ์          

          มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นเรื่องของคนหนุ่มสาว แล้วก็ไม่ค่อยมีระบบ Seniority รุ่นพี่รุ่นอาจารย์อยู่ อะไรอย่างนี้ แล้วก็เป็นคนซึ่งคล้าย ๆ ว่าไม่ค่อยติดอยู่กับระบบราชการมากก็มีบ้างที่มีแต่ไม่มาก การทำงาน รู้สึกว่ามีความคล่องตัวคิดว่าการไปทำงานที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์อยู่เจ็ดแปดปีก็ทำอะไรได้พอสมควร แล้วคนก็สนับสนุนช่วยเหลือใช้ได้นะคือแน่นอนเราทำงานคนชอบเราบ้างไม่ชอบเราบ้างก็เป็นเรื่องปกติ เพราะ ว่าเราเองก็ไม่ใช่คนน่ารัก  แต่ว่าทุกหน่วยงานที่เราไปสัมพันธ์ด้วยก็รู้สึกว่าไม่ค่อยมีปัญหา แม้แต่ระดับบริหาร ก็ไม่มีปัญหา ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมาก คือตอนนั้นตั้งใจไปทำงาน ใครให้ช่วยอะไรก็ทำได้หมด แล้วก็คน คิดว่าอาจจะคิดเป็นใหญ่เป็นโตที่นั่น ที่จริงไม่ เคยคิด แล้วก็น่าสนใจตรงที่ว่าระบบสารสนเทศมหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์ดีกว่าหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร นี่น่าสนใจเหมือนกัน แล้วก็บรรยากาศของมหาวิทยาลัยเอง ก็รู้สึกว่าเหมาะกับวิถีชีวิตพอดี   ส่วนอนาคตของมหาวิทยาลัยวลัยลักษ ณ์คิดว่าคือมหาวิทยาลัยที่จริงไม่ใช่ เป็นเพียงที่ฝึกปรือวิทยายุทธให้คนออกไปทำมาหากิน แต่ว่ามหาวิทยาลัยจะต้องเข้าใจมหาวิทยาลัยเอง โดย ตั้งใจหรือไม่ก็ตาม มหาวิทยาลัยของรัฐทุกวันนี้ที่เป็นอยู่กลายเป็นกลไกทางสังคมที่ทำให้ระบบไม่เป็นธรรม ในสังคมซึ่งดำรงอยู่ต่อไป โดยที่เราไม่แก้ไข อาจไม่รู้ตัวเพราะดูจากสภาพที่เป็นอยู่แบบนี้ จากข้อเท็จจริงที่ สังเกตได้ คนชั้นกลางชั้นสูงเรียนมหาวิทยาลัยมากกว่า และที่สำคัญเลือกเรียนในสาขาวิชาที่มีคุณค่าทาง เศรษฐกิจสูง เรียนวิศวกรรมศาสตร์ เรียนแพทยศาสตร์ เรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ ลูกชาวบ้าน ธรรมดาเข้า ไปเรียนได้ก็เรียนภูมิศาสตร์ ภาษาไทยอะไรประมาณนี้ ประการที่สองงบประมาณที่ใช้ในการผลิตบัณฑิตหนึ่ง คนเงินก้อนเดียว  เราผลิตนักเรียนระดับประถมศึกษาได้ ๑๒ คน ระดับมัธยมต้น ๘ คน แล้วงบประมาณในการ ผลิตบัณฑิตที่ใช้ทั้งหมดราวร้อยละ ๘๓ มาจากรัฐ คำว่ารัฐคือภาษีอากร พ่อแม่ผู้ปกครองจ่ายประมาณร้อยละ ๑๓ ถึง ๑๗ พูดไปพูดมาแปลว่าเก็บเงินจากคนส่วนใหญ่ซึ่ง ฐานะตกต่ำไปอุดหนุนคนที่ฐานะดีให้ได้เรียน ก็เลย คิดว่าแล้วมหาวิทยาลัยโครงสร้างมีการจัดไว้ดีแล้วว่าคนที่จบจากมหาวิทยาลัยต้องการ ความประทับใจใน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อนาคตของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ฐานะตกต่ำไปอุดหนุนคนที่ฐานะดีให้ได้เรียน ก็เลยคิดว่าแล้วมหาวิทยาลัย    โครงสร้างมีการจัดไว้ดีแล้วว่าคนที่จบจากมหาวิทยาลัยต้องการ สองเรื่องที่เป็น คุณสมบัติหลัก เรื่องที่หนึ่งอยากให้คนที่จบไปมีสิ่งที่เรียกว่ามาตรฐานทางวิชาการและวิชาชีพเป็น Professional Standard ซึ่งประเด็นนี้สำนักวิชารับผิดชอบ เรียนฟิสิกส์ต้องเก่งฟิสิกส์ เรียนชีวะต้องเก่งชีวะ เรียนหมอต้องเก่ง หมอ แต่ส่วนที่สองเป็นเรื่องที่ต้องการให้บัณฑิตเป็นคนซึ่งมีมาตรฐานทางจริยธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคม  ตรงนี้สำนักวิชาช่วยได้บ้าง ส่วนที่ช่วยได้มากสุดคือกิจการนักศึกษา แต่ว่ากิจการนักศึกษาในโครงสร้าง มหาวิทยาลัยน่าตกใจว่าเรากลับไปให้ความสำคัญกับเรื่องสวัสดิการมากเรื่องพยาบาล เรื่องหอพัก เรื่องทุน เรื่องเรียนนักศึกษาวิชาทหารเรื่องกีฬา แต่ส่วนนี้ไม่เคยจัดในส่วนที่ปลูกฝังคุณค่าจริยธรรม ศีลธรรมไม่ได้ทำ เกือบจะทิ้งไปหมดเลย คิดว่า เรื่องนี้ที่จะฝากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์น่าจะทำเรื่องนี้มากขึ้น เพราะว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์หรือมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ก็ดีต้องถามคำถาม อย่างนี้ว่าทำไมต้องไปตั้งอยู่ที่นครศรี ธรรมราช สมมุติว่าไม่สนใจปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ก็มาตั้งในกรุงเทพฯก็ได้ เพราะว่านักเรียนทำงาน จบมา บัณฑิตก็มาทำงานที่กรุงเทพมหานครอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไปอ้างสิ่งที่เรียกว่า Responsibility อย่างเดียวไม่พอ ต้องคำนึงถึงสิ่งที่เราต้อง Responsiveness ต้องตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของพื้นถิ่นที่ที่อยู่ ไม่ใช่ ปัญหาเรืออวนลากเกิดขึ้นที่ท่าศาลา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ไม่เกี่ยวข้อง ต้องพิจารณามิตินี้ด้วย ส่วนเรื่อง กระบวนการจัด Extraterritorial คิดว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้ลองพิจารณานะ เรื่องนี้เป็น เรื่องใหญ่ใน มหาวิทยาลัย มิฉะนั้นแล้วคิดว่าถ้าความคาดหวังของสถาบันเป็นแหล่งผู้รู้ทั้งหมดเลย แล้วถ้าไม่ให้คนเหล่านี้ แก้ปัญหาแล้วจะให้ใครแก้ปัญหาสังคม วิกฤตการณ์ที่มหาวิทยาลัยประสบอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ้งแวดล้อม  วิกฤตการณ์เรื่องความไม่เป็นธรรมในสังคม เรื่องชุมชนอ่อนแอ เรื่องพลังงาน เรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่เผชิญอยู่ ทุกวันหรือวิกฤตการณ์เรื่องอาหารจะมีมากขึ้น มหาวิทยาลัยต้องมีบทบาท เข้าไปแก้ปัญหาตรงนี้ เพราะฉะนั้น งานพันธกิจด้านบริการวิชาการไม่ใช่ว่าบริการวิชาการประเภท  ไปตอบสนองต่อคนรวยอย่างเดียว ต้องไปดูแล คนในทุกระดับชั้นและในชุมชน เรื่องนี้คิดว่าทุกมหาวิทยาลัยต้องดำเนินการไม่ใช่แต่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ต้องพยายามจะพูดว่าดูพวกนี้นะ ไม่ใช่ว่าได้ตีพิมพ์วารสารต่างประเทศอย่างเดียว สิ่งนี้ก็ดีหรอกแต่ไม่พอ เรื่องนี้ เป็นเรื่องหนึ่งที่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ต้องพิจารณาเรื่องเหล่านี้ด้วย เรื่องที่สองคิดว่าทิศทางของมหาวิทยาลัยวลัย ลักษณ์จะต้องคิดให้ชัดเหมือนกันนะ เพราะว่าประสบการณ์จากมหาวิทยาลัยอื่น ๆ พยายามที่จะพัฒนา มหาวิทยาลัยแบบเรียงแถวหน้ากระดานหรือจะเปิดแบบแถวตอน จัดอะไรมาก่อนมาหลังเพราะฉะนั้น จะติด ปัญหาข้อจำกัดเรื่องอาจารย์ งบประมาณ หากเอางบประมาณออกกันไปหมด คิดว่ามองในแง่หนึ่งอาจจะเป็นของ ดี ตอนนี้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้รับงบประมาณสร้างโรงพยาบาล มองในแง่ของประชาชนคาดหวังจะได้ Service ไม่ต้องวิ่งไปมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถ้ามองในแง่ดีนะ แต่คิดให้ดีเหมือนกันคิดให้ดีสองเรื่อง หนึ่งทิศทางการพัฒนาเรื่องของสาธารณสุขการแพทย์ของไทยเรามุ ่งที่จะไปสู่แบบเค้าเรียก ว่า Health Promotion กับ Prevention มากกว่าการไปสร้างโรงพยาบาลถ้ากลับหัวกลับหางไปให้ใช้เงินเพื่อการรักษาเป็น Passive Approve แต่ทิศทางควรจะไปในทางจะทำอย่างไรไม่ให้คนป่วยมากกว่า น้ำหนักอยู่อย่างไร คณะ แพทย์ศาสตร์ แต่ว่าในแง่มหาวิทยาลัยมี ต้องนึกถึงว่า Position บทบาท ควรจะทำอย่างไร ประเด็นนี้ต้องช่วย กันคิด อธิการบดีคนเดียวคิดไม่ออกหรอก อันนี้ต้องสื่อสารมีช่องทางให้พูด เพราะทั้งหมดต้องเป็น Collective Wisdom คิดร่วมกันไม่งั้นคิดไม่ออกหรอก ถ้าไม่เอาไปสื่อสารกับคนส่วนใหญ่แล้วจะรู ้ได้อย่างไรว่าคิดถูก คนอื่น อาจจะมีความคิดดีอย่างที่ว่าก็ได้ อันนี้ฝากไปให้ไปช่วยคิดต่อไม่ใช่เป็นสูตรตายตัว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็จะต้อง Take Active มาก มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีข้อที่เสียเปรียบที่อื่น เป็น มหาวิทยาลัยใหม่ ๑๘ ปีเพิ่งแตกเนื้อสาวเอง แล้วก็อยู่ไกลปืนเที่ยง ไม่สามารถคัดเลือกนักเรียนที่มีภูมิหลัง แข็ง ๆ ทางวิชาการเข้ามา เพราะฉะนั้นคิดว่าต้องคิดเรื่องนี้เยอะว่าจะเอาอย่างไร เพื่อที่จะทำให้ มหาวิทยาลัย ก้าวไปข้างหน้าได้ แต่จะทำอย่างนั้นได้หมายความว่าต้องมีระบบและถือเป็นประเด็นสำคัญระบบข้อมูลข่าวสาร ต้องดีมากต้อง แน่นมาก 

        ในด้านการบุกเบิกได้บุกเบิกหลายเรื่องมาก เรื่องแรกก็คือเรื่องการเปิดหลักสูตรภูมิภาคศึกษา ที่จริงเรื่อง เปิดหลักสูตรภูมิภาคศึกษาก็ไม่ได้เป็นความคิดที่มาจากผมตั้งแต่ต้น แต่พอคิดขึ้นมาก็คือว่าหลักสูตรภูมิภาค ศึกษาไม่มีตัวแบบที่มหาวิทยาลัยสามารถจะไปเอามาดูได้ส่วนใหญ่ที่ไปดูที่อื่นก็เป็นด้านเอเชียศึกษาหรือไม่ ก็เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา แต่เมื่อดูมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์แล้วจะวางตำแหน่งตรงไหน แล้วก็ในขณะ เดียวกันก็คิดว่าถ้าจะทำอันนี้ ก็ต้องพยายามเอาชื่อของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ไปวางในแผนที่โลกให้ได้ ทีนี้ มาพิจารณาอย่างรอบด้าน พอสมควรก็เห็นว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เค้าก็คงเน้นไปทางพม่า ทางมหาวิทยาลัย ขอนแก่นก็คงไปทางประเทศลาว ไปทางเวียดนาม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เองกำลังแรงก็ยังไม่มากนักน่าจะ เน้นประเทศมาเลเซียกับอินโดนีเซีย และเหตุผลอันหนึ่งทั้งประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย อย่างน้อยภาษา ที่เป็นบาฮาซามาเลเซีย บาฮาซามลายูก็ไม่ต่างกันมากนัก คิดว่าถ้าเน้นตรงนี้น่าจะไปได้ ส่วนเรื่องของอาจารย์ ต้องยอมรับว่าสายนี้ ไม่ง่าย ในสมัยที่ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน เป็นอธิการบดีก็มีการจัดสรรทุนให้ อาจารย์ไปเรียนต่อ ก็จะมุ่งทางภาษา จะเห็นได้ว่าในสายภาษาอังกฤษอาจารย์ไปเรียนต่างประเทศจบปริญญา เอกมาหลายคน แต่สายอื่นนี่แทบจะไม่ค่อยได้เตรียมอะไร เป็นเรื่องของการศึกษาทั่วไป แม้กระทั่งด้านสังคม ศาสตร์ก็ยังไม่ได้ส่งใครไปเรียนต่อเพราะฉะนั้นด้านภูมิภาคศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ แนวคิดเองก็ไม่ค่อยชัดเจน ตอนเริ่มใหม่ ๆ ส่วนด้านความสัมพันธ์กับประเทศเหล่านั้นก็เลยจะมองหาว่าแหล่งทุนควรจะไปหาที่ไหน มหาวิทยาลัยมีความสัมพันธ์กับใครก็ติดต่อไป ส่วนอนาคตของสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อนาคตควรจะขยายไปทิศทางการขยายก็เห็นชัดเจน แต่ว่าปัญหาที่ทำให้ ขยับตัวได้ช้ามีอยู่สองเรื่อง เรื่องที่ หนึ่งก็คือข้อกำหนดอาจารย์ประจำหลักสูตรต้องมีอาจารย์ประจำหลักสูตรกี่คนของสำนักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษาว่าหลักสูตรซึ่งก็มองในแง่หลักการก็ไม่ผิดกำหนดแบบนี้ไว้ป้องกันเรื่องคุณภาพ แต่ว่าธรรมชาติ ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์กลายเป็นอุปสรรคขึ้นมา เพราะว่ามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ นโยบายทางบริหาร จัดการต้องการใช้เงินงบประมาณของมหาวิทยาลัยไปในส่วนที่เป็นบุคลากรไม่มากนัก ใช้คนน้อยแต่ประสิทธิ ภาพมาก เพราะฉะนั้นถ้าหากไปเพิ่มอัตราขึ้นมาเอาให้ครบ เงินงบประมาณมหาวิทยาลัยก็จะไปลงที่กลุ่มคนหมด เรื่องนี้ก็เป็นอุปสรรคในตัวเองอยู่แล้ว มหาวิทยาลัยก็ค่อนข้างจำกัดมากเพราะฉะนั้นขยับไม่ค่อยออกในการเพิ่ม หลักสูตร หลักสูตรที่คิดอยากจะทำมากเลย เรื่องหลักสูตรที่โยงในเรื่องของแนวคิดที่ตั้งบนพื้นฐานของศาสนา อิสลาม ไม่ใช่สอนเรื่องอิสลามศึกษาแต่เป็นบริบทของอิสลามในแง่มุมอื่น ๆ ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับศาสนา ส่วน เรื่องของมหาวิทยาลัยกับอาเซียนนั้น ในอดีตประเทศไทยมองหลักการด้านการเรียนการสอนแบบสถาบัน ทางตะวันตกตลอดมา ตอนหลังในยุคที่สองหันกลับมาที่ตะวันออก แต่ตะวันออกที่มองคือมองไปที่ประเทศ ญี่ปุ่น มาตอนนี้ก็มองไปประเทศจีน ประเทศอินเดีย แต่มหาวิทยาลัยไม่เคยมองว่าจะวางตำแหน่งกับอาเซียน อย่างไร ขณะนี้ถ้าอยู่ในกลุ่มอาเซียน หากไปดูในมิติด้านอื่นวิชาการของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะพบว่า เกือบจะทุกสาขาวิชา เราอยู่หนึ่งในสามของมหาวิทยาลัยอาเซียน ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศ ไทยสลับกันหลายสาขา เพราะฉะนั้นหากมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้นำในกลุ่มอาเซียนได้นั้นจะทำอย่างไรได้บ้าง เพราะฉะนั้นนักศึกษาจะต้องเรียนรู้ภาษาบาฮาซามลายู ที่สำคัญคนในกลุ่มพวกนี้อย่าลืมคนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนาอิสลาม มหาวิทยาลัยเองต้องเข้าใจศาสนาอิสลาม วิธีคิด ไม่ใช่ว่าต้องเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม ไม่ใช่ แต่ต้องเข้าใจวิธีคิด ถ้าไม่ เข้าใจอย่างนี้ก็จะเป็นผู้นำไม่ได้ด้านวิชาการ ประเด็นนี้สำคัญมาก ดังนั้นคิดว่า ถ้าสำนักวิชาศิลปศาสตร์หากสามารถทำได้แล้ว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะเป็น Position ที่ทำได้ เพราะฉะนั้น คิดว่าสำนักวิชาศิลปศาสตร์ควรจะชูหลักสูตรที่เน้นเรื่องพวกนี้ทางด้าน Social Aspect แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลาย ประการเช่นกัน