ภาพประกอบ

(ภาพ : ในวันพระราชทานปริญญาบัตรแก่ศึกษิต)


(ภาพ : กับพนักงานรุ่นแรก ๆ )


(ภาพ : วันขึ้นเรินศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา)


วิดีโอ

(อาจารย์บุณยเกียรติ แสงวัณณ์)




 
ชื่อบุคคล : 

 
อาจารย์บุณยเกียรติ แสงวัณณ์
ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน : 13 ปี 6 เดือน 
ตำแหน่งที่เคยปฏิบัติ : อาจารย์
 

งานชิ้นแรก คือรับราชการ ทำงานอยู่ที่กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตำแหน่งนักวิชาการเกษตร ทำงานประมาณ 20 ปี แล้วก็ลาออก แล้วก็มาทำงานที่ UN หรือองค์การสหประชาชาติลุ่มน้ำโขง ทำอยู่ UN เป็นเวลา 1 ปี แล้วก็มาทำงานบริษัทที่ปรึกษา ชื่อบริษัททีคอนซัลแตนท์  ทำอยู่ที่นี่ 3 ปี แล้วก็มาทำงานคล้าย ๆ ทำงานส่วนตัว 1 ปี ทีนี้ก็มาทำงานที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ปลายปี 2538


เป็นอาจารย์รุ่นบุกเบิกของมหาวิทยาลัย

 

          ถ้าประทับใจจริง ๆ ผมชอบสถานที่สิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัย เพราะผมเป็นคนชอบแบบป่า ชอบอะไรอย่างไร  แต่ไม่ได้เกี่ยวกับการเรียนการสอนนะเป็นความชอบส่วนตัว   เพราะว่าผมทำงานสมัยอยู่กรมพัฒนาที่ดินก็จะเข้าป่าเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นป่าไม่ใช่เป็นเมือง ถ้าถามความชอบผมชอบส่วนนี้มาก ผมขี่จักรยาน ก็ยังเป็นป่าอยู่ส่วนใหญ่ ส่วนที่สองก็ความเป็นอยู่ในนี้ดี ในภาพรวมผมว่าใช้ได้ผมว่ามีความเอื้อเฟื้อกัน ผมมองภาพรวมว่าดี ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรเท่าไหร่ในแง่ของกลุ่มบุคคลทำงานความรู้สึก นักศึกษาภาพรวมดี แต่ผมว่าทุกอย่างมีดีมีเสีย แต่ถ้าเทียบโดยภาพรวมดีมากกว่าเสีย๑๒ ปี เท่าที่ดูเพราะมหาวิทยาเปิดการเรียนการสอนในปี พ.ศ. 2541 ตอนนี้ปี พ.ศ. 2553 ส่วนความภาคภูมิใจผมไม่มีบวกไม่มีลบ ตรงกลาง ไม่ชอบอะไรมากแล้วไม่เกลียดอะไรมาก                             ส่วนความผูกพันก็ชอบมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เนื่องจากสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่งแล้ว ก็ชอบสถาบันเหมือนประโยคที่พูด สิ่งแวดล้อมดีผมพูด หมายถึงในตัวของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ไม่ได้พูดออกไปข้างนอกอำเภอท่าศาลา ดีมากเป็นป่าเป็นเขา สำหรับคนอื่นอาจจะไม่ดี  สำหรับคนที่ชอบธรรมชาติดี สำหรับระบบของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ผมก็ว่าในภาพรวมดี ไม่ค่อยมีเรื่องอะไร 

    เผอิญรู้จักกับอาจารย์ ดร.ไพบูลย์ ประโมจนีย์ อาจารย์ไพบูลย์เป็นรุ่นพี่ที่กรมพัฒนาที่ดิน แต่อยู่คนละกองกัน อาจารย์ไพบูลย์ก็ติดต่อไป และชวนมาทำงานที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพราะว่างานประเภท GIS Remote Sensing Computer มหาวิทยาลัยต้องการอาจารย์ โดยส่วนตัวไม่คิดจะเป็นอาจารย์นะครับเพราะว่ามีความรู้สึกบางอย่างว่าตัวเองไม่น่าจะเป็นอาจารย์ แต่ช่วยทำงานที่กรมพัฒนาที่ดิน ก็เป็นเป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ นะครับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแต่ที่ความเห็นส่วนตัวเนื่องจากเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือเท่าไหร่ ก็เลยรู้สึกว่าอาชีพครูบาอาจารย์เป็นอาชีพที่ไม่ใช่ของเรา พออาจารย์ไพบูลย์ชวนเข้ามาแต่มาตอนนั้นด้วยความตั้งใจคิดจะทำงานที่ศูนย์คอมพิวเตอร์  ไม่ได้คิดจะมาสอนครับ และเพราะว่าทำงานที่ภาคใต้ บ้านพ่อบ้านแม่คิดว่าผมคุ้นเคย พอมหาวิทยาลัยเห็นประวัติการทำงานก็บอกว่า น่าจะมาสอนวิชาประเภท GIS Remote Sensing Computer ได้ พอเข้ามาก็เลยกลายเป็นว่ามาเป็นอาจารย์ และโดยความสัจจริงในตอนแรก ๆ ก็ไม่ได้คิดจะเป็นอาจารย์ คือคิดว่าจะเข้ามาทำงานสักพักแล้วก็จะออก แต่ลึก ๆ ไม่ได้คิดว่าจะมาสอน คิดว่าพอถึงเวลาที่มหาวิทยาลัยาย้ายมาที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก็น่าจะออก แต่ก็มีเหตุที่ต้องมาแล้วก็ไม่ได้ออก เนื่องจาก IMF ก็เลยมาอยู่ไปเรื่อย ๆ แต่มีความสุข มีความสุขมากกับการอยู่ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ คือหลังจากสอนไปสักสองสามปีความคิดที่จะออกไม่มี คือมีความรู้สึกว่ามันใช่เพราะเงียบเป็นคนชอบที่เงียบ ๆ

   ถ้าให้คำตอบแล้วอาจจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ถ้าถามพัฒนาการจะไม่ดีขึ้น ปีที่ 1 ถึงปีที่ 4 ปีที่ 5 ปีที่ 6 ปีที่ 7 ใช้ได้ มีการเปลี่ยนหลักสูตร 2 ครั้ง ปีที่ 4 มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรครั้งหนึ่งแล้วปีที่ 5 ก็มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็มานักศึกษารุ่นที่ 8 ครั้งหนึ่งประมาณ 4 ปีมีการเปลี่ยนหลักสูตรครั้งหนึ่ง รุ่นที่ 1 หนึ่งถึงรุ่นที่ 4 นักศึกษาจะเป็นเด็กเก่ง จะเป็นเด็กที่มหาวิทยาลัยคัดเลือกมาเป็นเด็กเรียนเก่ง ความรับผิดชอบดีใช้ได้ ถัดมาก็ยังใช้ได้ แต่มีปัญหาก็คือรุ่นที่ 9 10 11 12 รุ่นที่ 9 ก็คือรุ่น ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ปีที่ 4 เป็นรุ่นหลักสูตรใหม่ที่มีการชำระเงินแบบเหมาจ่าย จำนวน 12,000 บาท ซึ่งไม่ได้คิดถึงตรงนั้น นักศึกษารุ่นนี้จะมีปัญหา ถามว่ามีปัญหาเพราะอะรมีปัญหาเพราะว่านักศึกษาที่เข้ามาจะเรียนไม่เก่ง แล้วระบบการรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยก็คือรับทั้งหมด แล้วตอนนี้ถ้าเทียบมหาวิทยาลัยจะได้นักศึกษาที่อาจจะเรียนไม่เก่ง เพราะว่ามหาวิทยาลัยไปแข่งกับมหาวิทยาลัยข้างนอกซึ่งเขาจะรับเด็กเก่งไปเกือบหมดแล้ว พอมาถึงมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็จะมีปัญหา ผมพูดได้คำเดียวว่ามีปัญหามาก  ส่วนประการที่สองคือสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน เนื่องจากมีหอพักข้างนอก เดี๋ยวนี้มีหอพักที่อยู่หอพักคุ้มสวัสดิ์ก็ทำให้พฤติกรรมของนักศึกษาเปลี่ยนไปมาก นักศึกษาก็ไม่มาเรียนมาก วิชาที่ผมเคยสอนที่ชัด ๆ เลยตอนนี้คือวิชาบังคับที่ผมสอนนักศึกษาสอบไม่ผ่าน ไม่เข้าเรียนทำไม่ได้อะไรประมาณนี้ แล้วนักศึกษาสอบไม่ผ่านไม่ใช่คนหนึ่งหรือสองสามคน ซึ่งถ้าให้ตอบก็หมายความว่าจำนวนไม่เพิ่มแต่กราฟการพัฒนากลับโค้งลง เนื่องจากว่านักศึกษาที่สอบเข้ามาอ่อนกว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาผมว่าเป็นเรื่องนโยบายผมว่าประกอบด้วยหลาย ๆ ปัจจัย ถ้าเป็นหลักสูตรที่สามารถจะคัดเลือกนักศึกษาได้ หรือหลักสูตรที่เป็นที่ต้องการของตลาดจะได้นักศึกษาดี ตัวอย่างเช่น สำนักวิชาเภสัชศาสตร์ แพทยศาสตร์ สหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ จะเป็นนักศึกษาที่เรียนเก่ง แล้วส่วนหลักสูตรที่มีปัญหาอย่างหลักสูตรของสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากรหรือเทคโนโลยีการเกษตร รวมถึงสารสนเทศศาสตร์ด้วย นักศึกษาจะเรียนไม่เก่ง ก็ต้องเป็นเรื่องที่ผู้บริหารต้องปรึกษากันหลาย ๆ ส่วน ผมว่าจากคน ๆ เดียวไม่ได้ ถ้ามองมุมอาจารย์ก็อยากจะให้สอบ ถ้ามุมมองผู้บริหารก็อยากที่จะได้ปริมาณ ก็ต้องมานั่งคุยกัน ผมว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย

           มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ไม่น่าจะเป็นอะไรได้มากเท่าไหร่ ผมพูดด้วยความคิดความเป็นจริงที่ผมคิดว่าอย่าคาดหวังว่ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะไปไกลหวือหวาผมไม่เชื่อว่าอย่างนั้น เป็นลักษณะของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์  ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในป่าถ้าพูดอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ความเจริญผมไม่คิดว่าจะหวือหวามาก  เพราะฉะนั้นถ้าพูดด้วยใจเป็นธรรม ผมคิดว่าดูแลสิ่งที่มีอยู่นี่ให้ดีแล้วค่อย ๆ ไต่ไปน่าจะดีกว่าทำอะไร ที่เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าบุคลากรมีน้อยทรัพยากรบุคคลมีน้อย ตอนนี้สิ่งที่มหาวิทยาลัยจะแก้ไขคือทำอย่างไรให้นักศึกษาที่สอบเข้ามาเรียนเป็น คนที่มีความรับผิดชอบและเรียนดี เพราะถ้าได้ตรงนี้ปัญหาอื่นจะแก้ได้หมด ตอนนี้ปัญหานี้ยังแก้ไม่ตก ด้านการขยายความเจริญนั้น คิดว่ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ไม่ขยาย เพราะระบบของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะสร้างครั้งเดียว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์สิบปีมานี้ไม่มีการเจริญทางด้านวัตถุ เจริญน้อย เพราะว่าสร้างครั้งเดียวเต็มเลย ไม่ได้สร้างตึกเดียว สร้างสิบตึกก็สิบตึก เพิ่มมาสิบปีก็เพิ่มมาตึกสองตึก เพราะฉะนั้นในแง่นี้ผมไม่คิดว่ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะเจริญ แต่ข้างนอกเจริญนะ เจริญในแง่ของวัตถุแต่ในตัวของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผมว่าไม่เพราะสร้างครั้งเดียวเต็มเลย ด้านบุคคล ถ้าให้พูดตรง ๆ ผมว่าไม่น่าจะไปไกล บุคลากรมีสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคืออาจารย์ กลุ่มหนึ่งก็คือฝ่ายปฏิบัติการพูดในแง่อาจารย์ก่อน  มหาวิทยาลัยจะได้อาจารย์มาอยู่ที่นี่ ถ้าพูดด้วยใจเป็นธรรมผมคิดว่ายาก เพราะว่าอาจารย์ที่ได้ทุนก็จะลาออก เพราะไม่ใช่เป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช ถึงจะเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราชเองก็ลาออก อาจจะด้วยเหตุผลอื่น เช่น เรื่องการมีครอบครัวที่แยกกัน เพราะเท่าที่ผ่านสายตาผม ผมคิดว่าไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย  ด้านการวิจัยด้านวิชาการผมเชื่อว่าไปได้ดี ที่เห็น ได้ชัดก็คือสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร งานวิจัยดี ส่วนนี้ผมเชื่อว่าดี แต่อย่าลืมว่างานวิจัยเป็นเรื่องของบุคคล เป็นเรื่องความเก่ง เฉพาะตัวบุคคล แต่ที่ผมพูดถึงองค์รวมทั้งหมดของมหาวิทยาลัยที่จะเดินออกไปข้างหน้าคืออาจารย์ผมคิดว่ายาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะตอบให้ กับคนที่มาอยู่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์คือจะต้องช่วยเหลือมหาวิทยาลัย ถ้าไม่หวังลาภยศอะไรเท่าไหร่ก็น่าจะดี

         ผมก็จะฝากให้กับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็คือประสบการณ์ที่ผมมี ถ้าคนอยากจะให้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ดี มีสองสามอย่าง อาจจะไม่เหมือนคนอื่น คือก็ต้องอย่าไปคาดหวังมาก ทำตามหน้าที่ที่รับผิดชอบให้เต็มที่ อย่าไปหวังลาภยศ สรรเสริญเพราะอาจจะไม่ได้เพราะว่า ข้อจำกัดคืออยู่ในป่าใหญ่ ต้องยอมรับว่ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในป่า ก็ตั้งใจทำงานอย่าไปคาดหวังให้มากทำให้เต็มที่แล้วก็เอื้ออาทร ซึ่งกันและกันสิ่งนี้ผมว่าดีในระดับหนึ่งผมเชื่อว่ามีเพราะฉะนั้นก็เป็นอย่างนี้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ อีกอย่างหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้บริหาร เช่นอธิการบดี อธิการบดีซึ่งเป็นคนชี้ทิศทาง อธิการบดีเปลี่ยนทีเท่าที่ผ่านมาสองสามคนนะสังเกตดู หาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะเดินไปตามทิศทางคนนั้นเพราะฉะนั้นสิ่งนี้ต้องคิดด้วย แล้วก็ 4 ปี มีการเปลี่ยนครั้งหนึ่ง แต่เท่าที่ผ่านมาแล้วอธิการบดีทุกคนช่วยเหลือมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ดี และอาจารย์ด้วยกันเองก็ช่วยคนละไม้คนละมือสายปฏิบัติการเองก็ช่วยสนับสนุน ผมดูไม่น่ามีปัญหา ถ้าถามผม ผมคิดว่าพวกเราอย่าไปคาดหวังมากเกินไปนัก มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ก็จะสามารถพัฒนาไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ก้าวกระโดด