ภาพประกอบ

(ภาพ : เข้าเผ้าในฐานะในนายกสภามหาวิทยาลัยฯ)


วิดีโอ

(ศาสตราจารย์ นพ.จรัส สุวรรณเวลา)




 
ชื่อบุคคล : 

 
ศาสตราจารย์ นพ.จรัส สุวรรณเวลา
ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน : 6 ปี 
ตำแหน่งที่เคยปฏิบัติ : อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
 

      - สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ ๖ จากโรงเรียนวิเชียรมาตุ จังหวัดตรัง และชั้นเตรียมอุดมศึกษาจาก

        โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

      - สำเร็จเตรียมแพทย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับเหรียญทองแดงคะแนนเยี่ยมปีที่ ๑ และ ๒ และ

        รับปริญญา แพทยศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์

      - ได้รับเหรียญทองแดงคะแนนเยี่ยมในการสอบและเหรียญทองคะแนนเยี่ยมตลอดหลักสูตร รวมทั้ง

         เหรียญทองแดงคะแนนเยี่ยมในวิชากายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา พยาธิวิทยา อายุรศาสตร์และสูติ-นรีเวช

         วิทยาได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล

     -  Master of Science จาก Chicago University และ American Board of  Neurological Surgery จาก

         Wake Forest University

      -  ได้รับเกียรติเป็นสมาชิกของ F.A.C.S. (Fellows of American College of Surgeons) และ

         Congress of  Neurological Surgeons


     -  ศาสตราจารย์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

     -  ประสาทศัลยแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

     -  ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคนแรก

     -  รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

     -  คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

     -  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

     -  อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

     -  อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย(AIT)

     -  President of the Academia Eurasiana Neurochirurgica.

      -  Visiting professor, the Bowman Gray School of Medicine, North Carolina,  USA  

      -  ประธานราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย

      -  นายกสมาคมวิทยาลัยศัลยแพทย์นานาชาติแห่งประเทศไทย

      -  นายกสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

      -  นายกสมาคมประสาทศัลยศาสตร์อาเซียน

      -  ที่ปรึกษาด้านการวิจัยสุขภาพและพัฒนาการวางแผนครอบครัว องค์การอนามัยโลก

      -  ที่ปรึกษาด้านอุดมศึกษา องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)

      -  ประธานกรรมการ Council on Health Research for Development

      -  กรรมการ International Clinical Epidemiology Network

      -  Member of the Regional Scientific Committee for Asia and the Pacific, UNESCO

      -  Member, International World Conference on Higher Education Follow-up Committee,

         UNESCO

      -  Member, Board of the Association of Southeast Asian Institute of Higher Learning (ASAIHL)

      -  Member, Administrative Board of International Association of Universities

      -  Member, Editorial Board of International Journal of Medical Education

      -  สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

      -  สมาชิกวุฒิสภา

      -  กรรมการแพทยสภา

      -  อนุกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงสาธารณสุข

      -  กรรมการในคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ


        เรื่องของการเกิดมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เกิดขึ้นมาในลักษณะพิเศษ และมี สถานะพิเศษอยู่หลายอย่าง สถานะพิเศษหนึ่งคือชื่อมหาวิทยาลัยเป็นสร้อยพระนามที่ได้รั บพระราชทานมา ลักษณะนี้เป็นสถานะพิเศษของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ตั้งแต่สร้างมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ขึ้นมาสร้างเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล มีวัตถุประสงค์ มีเป้าหมายในตัวของตัวเองและที่สำคัญ ไปกว่านั้นเป้าหมาย ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในลักษณะที่จะให้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งความเป็นเลิศ มหาวิทยาลัยที่มีเรียกว่า ระดับความ เป็นเลิศที่สูงไม่ใช่มหาวิทยาลัยโดยทั่วไป นั่นเป็นประการหนึ่ง เรื่องของการลงทุนให้กับ มหาวิทยาลัยมีการลงทุนเรื่องของพื้นที่ซึ่งตั้งต้น มีจำนวนถึง ๑๐,๐๐๐ กว่าไร่ แล้วก็ด้วยการดำเนินงานระยะ ต่าง ๆ ต้องนำพื้นที่ไปใช้ในกิจการอื่น ๆ อีก เช่น การย้ายชาวบ้านซึ่งในที่สุดก็เหลืออยู่ อีกตั้ง ๙,๐๐๐ ไร่ มีการลงทุนในการก่อสร้างต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวที่มีการดำเนินการเตรียมการอยู่ตั้ง ๕ ถึง ๖ ปี กว่าจะเริ่มดำเนินการจริง ๆ เพราะฉะนั้นมีการเตรียมการอย่างดีมากถึงจะเริ่มดำเนินการเพื่อจะให้ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีวิชาการที่เป็นเลิศ การที่เรียกว่ามีวิชาการที่เป็นเลิศหมายความว่าอย่างไร หมายความว่า เป็นระดับสากล ป็นระดับของที่มีการวิจัยไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่เพื่อ การสอนเพียงอย่างเดียว จะแบ่ง เป็นมหาวิทยาลัยระดับต่าง ๆ มาก แต่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์กำหนดไว้ตั้งแต่แรกเลยว่าเป็นมหาวิทยาลัย เพื่อการวิจัยอยู่ในระดับเลิศ แล้วก็เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ไปกำหนดสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น คือคนที่จะมาเป็นบุคลากร ของมหาวิทยาลัยก็ได้รับการ พิจารณาคัดเลือกมาอย่างเป็นเลิศ แล้วก็มีการตอบแทนในระบบที่ไม่ใช่ระบบ ราชการ อันนี้คือผลจากตัวภาพรวมของการเกิดมหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ทำให้มหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์มีลักษณะพิเศษ มีความคาดหวังเป็นพิเศษด้วย คาดหวังจากชาวนครศรีธรรมราช คาดหวังจากภาค ใต้ตอนบน เพราะหลักการจากทั้งประเทศว่ามหาวิทยาลัยนี้จะสนองอะไรบางอย่างซึ่งนับรวมดูแล้วหลายอย่าง ที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นตัวเป้าหมายที่ตั้งอยู่ และวิชาการที่จะดำเนินการไปได้อย่างไร เพราะมีข้อจำกัดในเชิงของ หลักคิด ในเชิงของค่านิยมหรือพื้นฐาน ของคนเพราะว่าเป็นการหลุดออกไปจากระบบราชการแบบเดิม ๆ เรียก ว่าเป็นครั้งแรก ๆ ของการเกิดมหาวิทยาลัยในกำกับ เพราะฉะนั้นจะตีความตรงนี้ว่าอย่างไร แล้วคนส่วนหนึ่งยัง ติดอยู่ในตัวระบบราชการและยังไม่สามารถหลุดออกจากระบบนั้น คนจำนวนหนึ่งทั้งคณาจารย์ก็ดี บุคลากรอื่น ก็ดีหรือผู้วางระบบ หรือแม้แต่สภามหาวิทยาลัยก็ยังชินอยู่กับระบบเดิม เพราะฉะนั้นยังไม่มีความคิดเพียงพอที่ จะเข้าสู่ระบบ ใหม่ที่ถือว่าเป็นสิ่งที่คาดหวัง ตรงนี้คือสภาพที่อยู่นั้น เพราะฉะนั้นพอโยจงากตรงนั้นเข้ามาสู่จุดที่ ตอนที่ไปเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยก็พยายามทำตรงนี้ ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่นเพราะฉะนั้นการดำเนินการของที่นี่ มีลักษณะพิเศษ เป็นโอกาสพิเศษถ้ามองไปอย่างนั้นซึ่งก็ต้องดูว่าใช้ โอกาสนี้อย่างไรหรือได้ใช้โอกาสเหล่านี้ อย่างเต็มที่หรือยัง โอกาสต่าง ๆ ที่มีอยู่ก็สำคัญที่สุดนี่คือโอกาสที่อธิการบดีจะสามารถเป็นผู้นำของ มหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นบทบาทนำมหาวิทยาลัยแน่นอนส่วนหนึ่งเป็นบทบาทของสภามหาวิทยาลัย นายก สภามหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่ ตรงนั้น แต่บทบาทหลักผู้นำของมหาวิทยาลัยคืออธิการบดี ทำอย่างไรให้เกิด ขึ้นได้จริง ๆ สภามหาวิทยาลัยจึงได้คิดแนวทางที่จะให้การ สนับสนุน จะเรียกว่าสนองให้อธิการบดีเป็น CEO คือเป็นผู้นำของการบริหารของมหาวิทยาลัย เรื่องนี้เป็นเรื่องหลักเลย เพราะฉะนั้นปัญหาว่าจะสนับสนุนอย่างไร ส่งเสริมอย่างไร ไม่ใช่จ้างอธิการบดีหรือหาอธิการบดีมาแล้วให้เป็นเพียงแค่ผู้ปฏิบัติ เพราะฉะนั้นตลอดระยะ เวลาที่ ผ่านมาตั้งแต่เกิดมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อธิการบดีทำหน้าที่นั้นเป็นหลักเลย สภามหาวิทยาลัยจะทำ หน้าที่ในลักษณะคือเป็นตัวชี้นำเป็นตัวที่จะเพิ่มค่า ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Value Added เพิ่มเติมจาก อธิการบดี เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าทุกครั้งจะเป็นการเสนอโดยอธิการบดี มีการวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ แล้วสภา มหาวิทยาลัยมาพิจารณาจากจุดนั้น แล้วค่อยให้ความเห็นเพิ่มเติมให้แง่มุมต่าง ๆ ที่เพิ่มเติม สภามหาวิทยาลัย อาจจะชี้แนะบางอย่างให้อธิการบดีไปจัดการดำเนินการ แต่ว่าจะไม่ใช่สภามหาวิทยาลัยลงไปเป็นตัวปฏิบัติเสีย เอง ไม่ใช่การสร้างอธิการบดีอีกระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ เรื่องบทบาทของสภามหาวิทยาลัยควรกระทำ คือการพยายามจะทำอย่างที่จะสนับสนุนการบริหารงานอธิการบดีให้ได้ผลดีที่สุด เรื่องของเป้าหมายของ มหาวิทยาลัยจำเป็นที่จะต้องมีภาพใหญ่ เมื่อต้องมีภาพใหญ่ ธิการบดีอาจจะมองภาพโดยที่มีข้อจำกัดในเรื่อง ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องดูแล ดังนั้นสภามหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการพิจารณาเป็นเรื่องกรณีเฉพาะเพื่อสนอง แนวทางของมหาวิทยาลัย ตัวอย่างเช่นเรื่องของความสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยกับ จังหวัดนครศรีธรรมราช จะมีคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาว่าความสัมพันธ์ ตรงนี้คืออย่างไร แล้วกับภาคใต้ตอนบน ซึ่งจริง ๆ แล้ว เป็นพันธกิจของมหาวิทยาลัย จะสัมพันธ์กันอย่างไร จะสนองอย่างไร แล้วจะเห็นว่ามีคณะกรรมการที่มาดูว่า ความต้องการของจังหวัดคืออย่างไร แล้วก็มหาวิทยาลัยควร จะเป็นอย่างไร เพื่อจะเอาเรื่องนี้เป็นตัวอย่างเป็น ภาพที่ชัดเจน ก็ตอนที่พิจารณาว่าน่าจะต้องมีเรื่องสำนักวิชาแพทยศาสตร์นั้นก็เพราะ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จะเป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบ เมื่อมีความสมบูรณ์แบบคือ Comprehensive ทุก ๆ ด้าน เนื่องจากศาสตร์นั้น อาศัยซึ่งกันและกัน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะต้องมีจุดเน้น มีเอกลักษณ์ของตนเอง แต่ขณะเดียวกันก็จะต้อง มีความสมบูรณ์แบบ เมื่อเป็น อย่างนี้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพก็เกิดขึ้นแล้ว เพราะในนี้สร้างขึ้นได้ง่ายกว่า เนื่อง จากเป็นหลักวิทยาศาสตร์เนื่องจากวิทยาศาสตร์มีอยู่แล้ว จึงได้เกิดสำนักวิชาด้านสหเวชศาสตร์ ด้านพยาบาล ศาสตร์มาก่อน คำถามใหญ่คือการเกิดสำนักวิชาแพทยศาสตร์แล้วตอนเกิดสำนักวิชา แพทยศาสตร์พิจารณา กันอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยอธิการบดีเป็นผู้ที ่พิจารณาเพื่อสนองความต้องการของจังหวัด จังหวัดเรียกร้อง เรื่องนี้ตั้งแต่แรกเลย เรียกร้องให้มีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ คราวนี้ในการพิจารณาตรงนั้นก็เห็นเลยว่าถ้า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สร้างสำนักวิชาแพทยศาสตร์ ขึ้นมาอีกโดยผลิตแพทย์ ๕๐ คน หรือ ๔๘ คน หรือ แม้แต่ ๑๐๐ คน ก็จะไม่มีความหมายสำหรับประเทศ ในเมื่อในประเทศผลิตอยู่หลายพันคน แล้วเป็นหมื่นคน เพิ่มขึ้นมาอีกจำนวนเท่านี้จะเป็นภาระสำหรับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ แล้วก็เพิ่มจำนวนขึ้นมาให้เป็นหน้าที่คน อื่นจะง่าย กว่ามาก แต่หากจะเพิ่มตรงนั้นเพื่อจะให้บริการจังหวัด โดยที่เป็นบริการชั้นดี ซึ่งเป็นสถานบริการใน ลักษณะตติยภูมิให้กับจังหวัดเพื่อให้คนใน จังหวัดไม่ต้องเดินทางไปที่อำเภอหาดใหญ่ที่โรงพยาบาลสงขลา นครินทร์หรือเดินทางไปกรุงเทพมหานคร จะเกิดความยุติธรรมไหม คำตอบว่าไม่ เป็นเหตุผลที่เหมาะสมเพราะ ว่าสิ่งที่จำเป็นสำหรับจังหวัดนครศรีธรรมราชและภาคใต้ตอนบนคือการกระจายสู่ประชาชนชาวนครศรีธรรมราช ส่วนใหญ่ ซึ่งจังหวัดนครศรีธรรมราชมีประชากรเป็นล้าน เมื่อเป็นอย่างนี้คนส่วนใหญ่ยังไม่มีบริการสุขภาพ การ คิดเรื่องของบริการสุขภาพ ของจังหวัดให้เป็นระดับสูงเหมือนกับที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ไม่สนอง ความ จำเป็นจริง ๆ ของจังหวัด เพราะฉะนั้นทำอย่างไรการเกิด สำนักวิชาแพทยศาสตร์และการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น ลักษณะพิเศษไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน เป็นลักษณะพิเศษที่สนองความจำเป็นของจังหวัด นครศรีธรรมราช โดยตรงเลย ยกระดับบริการสุขภาพของจังหวัดนครศรีธรรมราชและภาคใต้ให้ดีขึ้น เมื่อไปพิจารณารายละเอียด บริการ สุขภาพของจังหวัดจะเห็นว่าคนชนบทยังเข้าไม่ถึง คนที่มีฐานะดีจะไปโรงพยาบาลสงขลานครินทร์จะได้ ไม่เป็นปัญหา ตรงนั้นยังมีความลำบาก อยู่บ้างแต่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาใหญ่คือประชาชนโดยทั่วไปเข้าไม่ถึง เพราะฉะนั้นตอนยกร่างของสำนักวิชาแพทยศาสตร์เป็นการยกร่างในรูปแบบ ที่ว่าทำอย่างไรสำนักวิชาแพทย ศาสตร์ที่ผลิตขึ้นมาจะยกระดับบริการสุขภาพของคนในภาคใต้ ตอนบนและจังหวัดนครศรีธรรมราชให้ดีขึ้นกว่า เดิม ถ้าอย่างนั้นเป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นพันธกิจของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เลย แต่เมื่อได้พิจารณาอย่างละเอียด เข้าจริง ๆ ก็กลายเป็นว่าไม่ใช่ผลิตแพทย์อย่างเดียว เพราะแพทย์ที่ออกไป ทำงานปัญหาของแพทย์คืออยาก กระจาย ถ้าเราผลิตแพทย์แล้ว แพทย์อยู ่แต่เฉพาะในระบบราชการและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ในเมือง ใหญ่ หรือไปจังหวัดอื่น ๆ ไม่เกิดประโยชน์กับจังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะฉะนั้นต้องดูว่า เข้าไปอยู่ในพื้นที่ ได้อย่างไร เมื่อพิจารณาในพื้นที่กลายเป็นว่าจะต้องไม่ใช่แพทย์ไปคนเดียว จะต้องเป็นทีม จะต้องมีพยาบาล จะต้องมีเภสัชกร จะต้องมีเทคนิคการแพทย์ เพราะในอนาคตเรื่องของการวินิจฉัยโรคต้องใช้เทคโนโลยีเพิ่ม ขึ้นมาก ก็เลยมีเรื่องความคิดในเชิงของการที่จะทำอย่างไรให้เป็นสหสาขาวิชาที่เป็นทีม เรื่องนี้คือตอนที่เกิด กระบวนการเพื่อที่จะให้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์สามารถปฎิบัติได้ตรงตามพันธกิจของการเกิดและการคงอยู่ คือ เกิดก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นพันธะคงอยู่ก็เป็นพันธะอีกชนิดหนึ่ง พันธะแน่นอนพันธะต่อประเทศ พันธะต่อภาค ใต้ตอนบน พันธะต่อจังหวัด นครศรีธรรมราช พันธะไหนเป็นตัวหลัก สภามหาวิทยาลัยเข้าไปช่วยกันพิจารณา ตรงนี้จะทำได้อย่างไร แน่นอนพันธะมีข้อจำกัดที่มีอยู่ ความจริงแล้วที่นั่นเป็นจุดตั้งต้นด้วยซ้ำไปของแนวคิด ของการสร้างคนให้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ มหาวิทยาลัยเสนอเลยว่าถ้าไปดูในพื้นที่ที่เป็นอำเภอ เป็นตำบล เราควร จะมีบุคลากรเข้าไปอย่างไร จะหาคนในพื้นที่เข้าไปได้อย่างไร แล้วก็เมื่อศึกษาสำเร็จแล้วกลับเข้าไปอยู่ในพื้น ที่ของตนเอง ได้อย่างไร การเลือกคนในพื้นที่ที่รักพื้นที่ การให้ทุนคนในพื้นที่เพื่อยกระดับทั้งหมดแก้ปัญหา การกระจายให้ได้ ยกตัวอย่างว่าเป็นตัวอย่าง ความสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์กับพื้นที่คือจังหวัดและ ภาคใต้ตอนบน ความสัมพันธ์ของทั้งประเทศก็มีอยู่แต่ว่าขณะเดียวกันเรา อยากจะไปจุดเน้นอยู่ตรงไหน นี่คือ จุดที่มองอยู่ ทีนี้จะทำได้อย่างไรก็ต้องหาความร่วมมือกับที่ต่าง ๆ ถ้าภาคใต้ตอนบนก็มีจังหวัดตรัง จังหวัด ภูเก็ตเข้ามา จังหวัดนครศรีธรรมราชก็มีโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทุ่งสง โรงพยาบาลท่าศาลา เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่สามารถพัฒนาการดำเนินการของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ทีนี้พอมองตรงนี้ ตัวอย่างอีกหนึ่งตัวอย่างที่ขนานขึ้นมามีคณะกรรมการขึ้นมา พิจารณา คือการใช้พื้นที่ ๙,๐๐๐ ไร่ จริง ๆ มีแผน งานอยู่แล้วที่จะแบ่งพื้นที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นอุทยานต่าง ๆ การพัฒนาให้กลายมาเป็นมหาวิทยาลัย ที่มีความสมบูรณ์ ตัวอย่างหนึ่งเลยคือเขตพื้นที่ที่เป็นป่า เขตนี้เป็นป่า ก็มีท่านอาจารย์คนหนึ่ง (ผู้ช่วย ศาสตราจารย์ ดร.มารวย เมฆานวกุล) ที่มีความรู้เรื่องนั้นทำให้ป่ากลายเป็นสมบัติทางนิเวศวิทยาของ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่มหาวิทยาลัยอื่นอาจจะยัง ขาดอยู่ เพราะฉะนั้นตรงนี้มหาวิทยาลัยมีทั้งคนทั้งพื้นที่ ที่จะทำในส่วนนั้นส่วนในมุมของโบราณคดีจะต้องมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ว่าจริงๆ นครศรีธรรมราชเป็น เมืองหลวงในภาคใต้ของประเทศตลอดมา ความเจริญอยู่ที่นครศรีธรรมราช เมืองอื่นๆ ยกมาเปรียบเทียบสมมุติ ว่าจังหวัดสงขลา หาดใหญ่ ภูเก็ต เป็นจังหวัดที่เกิดขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมภาคใต้อยู่ที่จังหวัด นครศรีธรรมราช เมื่อเป็นอย่างนี้ความจำเป็นที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะต้องเน้นเรื่องภูมิปัญญา เรื่องของนอก จากภูมิปัญญาและมรดกที่จังหวัดทิ้งไว้ให้ ซึ่ง ในส่วนนี้ก็จะต้องพิจารณาว่ามีสถาบันอื่นที่ทำอะไรไปแล้วบ้าง ก็ ต้องไปมองว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชก็ทำเรื่องนี้อยู่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็ต้องไปร่วมมือกัน ตรงนี้คือการประสานสัมพันธ์กับสถาบันอุดมศึกษาอื่น แล้วก็ปรากฏเลยว่าก็เป็นที่ยอมรับว่ามหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์เป็นผู้นำของสถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราชและภาคใต้ตอนบน หมุนตัวเองเข้าสู่จุดนั้น ทำให้เป็นที่ยอมรับที่จะเป็นผู้นำในการดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ทีนี้จะแบ่งกันอย่างไรช่วยกันได้อย่างไร เป็นสิ่งที่ ไม่ง่ายเพราะว่าระบบของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีข้อจำกัดในตัวเองแล้วก็อยู่คนละระบบต่างระบบด้วย แต่ว่า ระบบของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นระบบที่คล่องตัวกว่ามหาวิทยาลัยแห่งอื่น เพราะฉะนั้นมีโอกาสในการปรับ ได้ดีกว่าคนอื่น คือที่บอกว่ามหาวิทยาลัยในกำกับคืออย่างไร เราสามารถจะเข้าร่วมสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ได้ง่าย ขึ้น เราสามารถที่จะสร้างระบบการเงินที่ไปรองรับกิจกรรมในลักษณะต่าง ๆ ที่หลากหลาย มหาวิทยาลัยในระบบ ราชการมีข้อบังคับ ของระเบียบการเงินระเบียบอะไรต่ออะไรต่าง ๆ มากมายที่ไม่สามารถจะทำได้ เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีความคล่องตัวในการทำ นั่นคือความหมายของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล อีกส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่ค่อนข้างชัดว่ามีพื้นที่และน่าจะทำให้เกิดประโยชน์ในเชิง รายได้ของมหาวิทยาลัย นอกจากเรื่องของการเรียนการสอนการศึกษา ก็มีอุทยานของมหาวิทยาลัย อุทยานในส่วนของที่จะทำให้เกิด รายได้ขึ้น และฟาร์มมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องของการที่จะสร้างศูนย์การค้าที่อาจจะเกิดขึ้น เป็นเรื่องของที่พัก อาศัย ซึ่งใช้วิธีการร่วมมือกันระหว่าง ภาคของมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนที่จะเข้ามาร่วมมือกัน ตรงนี้ก็เป็น ความสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยกับธุรกิจในพื้นที่ ก็ต้องมีความสัมพันธ์ ที่ดีอยู่ในระดับพอดีที่เหมาะสม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็สร้างหอพักของตนเองเพื่อจะรองรับคนจำนวนหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็จะเกิดหอพัก เอกชนขึ้นมา เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ของเอกชนหอพักกับหอพักในมหาวิทยาลัย ทีนี้จะทำอย่างไรที่จะทำให้ หอพักในมหาวิทยาลัยกลาย เป็นลักษณะพิเศษ สิ่งหนึ่งซึ่งเป็ นข้อกำหนดพิเศษที่ พิจารณากั นตอนนั้นแล้วมี กรรมการมาพิจารณา คือมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็น Residential University เป็นมหาวิทยาลัยที่มีคนอยู่ อาศัยด้วย เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์โดยสภาพของพื้นที่จะอยู่ห่างจากตัวจังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะคนที่จะมาเรียนที่ตรงนี้ ถ้าอยู่ที่อื่นเดินทางเข้ามาเรียนยากกว่ามาก สภาพของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ก็เลยกลายเป็น Residential University เมื่อเป็น Residential University บทบาทของหอพักในการที่จะให้การ ศึกษาทั้งเชิงวิชาการและ เชิงชีวิตเป็นอย่างไรอันนี้ก็เห็นชัดมากยิ่งขึ้น ก็เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อจะสร้างคน คนเหล่านี้สร้างคนเพื่อจะให้เห็นว่าการอยู่เป็นนักวิชาการ เป็นอย่างไร การอยู่กันเป็นทีมทำงานร่วมกับคนอื่น เป็นอย่างไร การที่จะสนองพื้นที่ชาวบ้านเป็นอย่างไร ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นบทเรียนทั้งสิ้น ซึ่งมหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์มีโอกาสถ้ามองดูมุมต่าง ๆ ก็กลายเป็นว่ากิจกรรมของสภามหาวิทยาลัยก็มีคณะกรรมการต่าง ๆ ขึ้นมาพิจารณาใน มุมที่เลยกว่าที่อธิการบดีได้พยายามคิดเพื่อที่จะให้ขยายเป็น Value Added เพิ่มเติมขึ้นจาก อธิการบดี ในมุมของความสัมพันธ์ของเมือง ในมุมของการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วประโยชน์นี้กลับ มา ปัญหาเรื่องการใช้พื้นที่บางแห่งเป็นฟาร์ม จะปลูกอะไรที่จะเป็นรายได้ ในอนาคต มหาวิทยาลัยควรคิดแบบนี้ ปลูกยางพาราสำหรับตัดยางก็เป็นอย่างหนึ่ง ปลูกปาล์มก็เป็นอย่างหนึ่ง ปลูกไม้โตช้าที่เป็นไม้เนื้อแข็ง เพื่อที่จะ ให้สามารถตัดได้ใน ๓๐ ถึง ๔๐ ปีข้างหน้าเพื่อที่จะเป็นทรัพยากรของรุ่นต่อไปจากการใช้พื้นที่ที่มีอยู่จำนวน ๙,๐๐๐ ไร่ ให้เกิดประโยชน์เป็นแผนงานระยะยาวทั้งสิ้น ทั้งหมดเหล่านี้สภามหาวิทยาลัยมีโอกาสคิด อธิการบดี อาจจะจำเป็นต้องคิดปัญหาระยะสั้นเพราะฉะนั้นมุมมองนี้ต้องมาประกอบกันก็กลายเป็นภาคที่ร่วมแล้วก็เสริมกัน ให้ดีขึ้น นั่นคือบทบาทของสภามหาวิทยาลัย คือถ้าดูจริง ๆ แล้วสภามหาวิทยาลัย มีบทบาทไม่ใช่ความจำกัด ความที่เป็นตัวหนังสือที่เขียนไว้ในอักษรเท่านั้น การทำงานจริงต้องมากกว่านั้นต้องแปลจากตัวเขียนในอักษร ตัวเขียนในอักษรตรงไปตรงมาไม่มีความหมายสักเท่าไร การแปลและใช้ตรงนั้นให้มีประโยชน์เป็นสิ่งที่มีความ หมายมากกว่า สภามหาวิทยาลัย ไม่ใช่กองทัพที่จะไปสั่งให้อธิการบดีไปทำ ถ้าไปสั่งอย่างนั้นมันจะไม่ได้ ประโยชน์สักเท่าไหร่ ทั้งหมดเหล่านั้นคือกระบวนการที่จะแปลว่า มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลคืออย่างไร

        จริง ๆ มีพลังอยู่อย่างที่ว่าแต่ต้องมีสองอย่าง หนึ่งคือความสามัคคี ถ้าไม่มีความสามัคคีก็ไม่สามารถรวม พลังได้ ทีนี้สามัคคีเกิดขึ้น ได้อย่างไร ก็มีอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องเกิดคือเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ ส่วนตน ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ พลังมีอยู่แน่ ๆ เป้าหมายก็มีอยู่ สภาพแวดล้อม สภาพของการกำเนิดและการคง อยู่พร้อม แต่ว่าพลังข้างในที่มีอยู่ ทำอย่างไรให้พลังข้างในนี้สามารถที่จะผลักดันเรื่องทั้งหมดได้ ก็จะต้องมี ความสามัคคีและเห็นประโยชน์ส่วนรวม ทุกคนจะต้องมีการให้ ในการทำอะไรต่ออะไรให้สำเร็จตัวทานหรือ การให้จะเป็นตัวแรกสุด ทานตัวแรกสุดคือตัวที่ทำให้ทุกคนให้ ทุกคนไม่ได้คิดว่าฉันได้อะไร ทุกคนพยายาม ให้ว่าให้กับส่วนรวมเป็นอย่างไร แล้วในที่สุดท่านได้เองอยู่ดีไม่ต้องห่วง อันที่สองที่จะต้องซ้อนอยู่กับทานคือ ศีล อันนี้ขอน้อมนำมาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ศีลนี่ท่านแปล ออกมาว่าอย่าเบียดเบียน ศีลนี่เป็นข้อกำหนดตัวเราเองในการปฏิบัติ และศีลหลักคืออย่าเบียดเบียน เพราะ ฉะนั้นคนทุกคนที่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ต้องไม่เบียดเบียน ไม่เบียดเบียนสถาบันคือไม่ทำให้สถาบันเลวลง ต้องไม่เบียดเบียน แต่ไม่เบียดเบียนสถาบันสมเด็จ พระสังฆราชท่านเอ่ยถึงเสมอว่าอย่าเบียดเบียนตนเองอย่า ทำให้ตนเองเป็นทุกข์ ถ้าทุกคนเป็นสุขแล้วก็ไม่เบียดเบียนตนเอง ท้ายที่สุดก็จะไม่ เบียดเบียนสถาบัน แล้วก็ เห็นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็วเป็นไปได้อย่างที่ตั้งใจ ไว้จริง ๆ เพราะว่าจังหวัดก็พร้อม ทุกคนก็พร้อม พื้นฐานประวัติศาสตร์ก็พร้อม แล้วสุดท้ายก็ได้รับพระราชทาน พระสร้อยพระนามมาเป็นชื่อของ มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสิ่งสูงส่งที่มีที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพราะฉะนั้น บทบาทหน้าที่ทั้งความคาดหวังที่จะมีให้เกิดขึ้น ก็ขอให้ทุกคนโชคดีใน การที่จะทำให้สำเร็จ

เกียรติประวัติ

      -  นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2528 สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ สภาวิจัยแห่งชาติ

      -  รางวัลผลงานวิจัยดีเด่น สภาวิจัยแห่งชาติ

      -  รางวัลผลงานวิจัยดีเด่น กองทุนวิจัยรัชดาภิเษกสมโภช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

      -  Health-for-All Medal องค์การอนามัยโลก

      -  รางวัลบุคคลตัวอย่าง มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์

      -  รางวัลเกียรติคุณบุคคลดีเด่นของชาติ คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ

      -  ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

      -  Honorary Member, the Society of Neurologial surgeons

      -  นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2528